เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PERM พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 สวนทางรายได้วูบ เหตุต้นทุนพุ่ง-ดอกเบี้ยจ่ายบาน
ข่าวสาร

PERM พลิกขาดทุนหนัก Q2/66 สวนทางรายได้วูบ เหตุต้นทุนพุ่ง-ดอกเบี้ยจ่ายบาน

PERM P/E -100.00 YIELD 0.00
เดือนที่แล้ว 09:26 น. 0 ความเห็น

รายได้หด 17% กดดันผลงาน Q2/66 พลิกขาดทุน 96 ลบ. จับตาต้นทุน-ดอกเบี้ยจ่ายพุ่งต่อเนื่อง

บริษัท เพิ่มสินสตีลเวิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PERM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 96.36 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 48.00 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 16.94% ขณะที่ต้นทุนขายและบริการ รวมถึงต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ภาพรวม 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทขาดทุนสุทธิ 171.99 ล้านบาท

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ PERM ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนหนักขึ้น มาจาก รายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

1) หัวใจคืออะไร

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ รายได้รวมที่ลดลง 16.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 176.53 ล้านบาท และ ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ที่เพิ่มขึ้นถึง 138.04% หรือ 20.62 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • รายได้ลดลง: ฝ่ายจัดการระบุว่ารายได้ที่ลดลงเป็นผลมาจากสถานการณ์เหล็กราคาผันผวน เศรษฐกิจโลกตกต่ำ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ส่งผลให้ยอดขายลดลงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินเกิดจากการที่บริษัทมีการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง TR (Trust Receipt) ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุถึงปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องได้ แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการสั่งซื้อสินค้าและการใช้ TR นั้น อาจมีลักษณะเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่งซื้อและนโยบายทางการเงินของบริษัทในแต่ละช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นถึง 42.59% อาจบ่งชี้ถึงการสั่งซื้อที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งต้องจับตาดูว่าการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการใช้เครื่องมือทางการเงินจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในระยะต่อไปอย่างไร

Highlight สำคัญ

  • ผลขาดทุนสุทธิ Q2/66 พุ่ง 100.75% เป็น 96.36 ล้านบาท จากขาดทุน 48.00 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวม Q2/66 ลดลง 16.94% เหลือ 865.73 ล้านบาท จาก 1,042.26 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวม 6 เดือนแรกปี 66 ลดลง 40.43% เหลือ 1,890.83 ล้านบาท จาก 3,173.92 ล้านบาทในปีก่อน
  • ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) Q2/66 เพิ่มขึ้น 138.04% เป็น 35.56 ล้านบาท
  • สินค้าคงเหลือ ณ สิ้น Q2/66 เพิ่มขึ้น 42.59% เป็น 2,125.81 ล้านบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 จำนวน 96.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 48.00 ล้านบาท คิดเป็นการขาดทุนที่เพิ่มขึ้น 48.36 ล้านบาท หรือ 100.75% สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทขาดทุนสุทธิ 171.99 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 26.69 ล้านบาท ลดลงถึง 198.69 ล้านบาท หรือ 744.35%

รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 865.73 ล้านบาท ลดลง 16.94% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 863.72 ล้านบาท ลดลง 16.72% สำหรับงวด 6 เดือนแรก รายได้รวมอยู่ที่ 1,890.83 ล้านบาท ลดลงถึง 40.43%

ต้นทุนขายและบริการในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 823.56 ล้านบาท ลดลง 13.60% สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง สำหรับงวด 6 เดือน ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 1,801.59 ล้านบาท ลดลง 38.52%

ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 104.43 ล้านบาท ลดลง 10.12% เนื่องจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง แต่สำหรับงวด 6 เดือน ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 11.55% เป็น 189.81 ล้านบาท เนื่องจากมีการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือ

ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ยจ่าย) ในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 138.04% เป็น 35.56 ล้านบาท จาก 14.94 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับงวด 6 เดือน ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 101.40% เป็น 62.18 ล้านบาท จาก 30.87 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • การเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์: มีการลงทุนเพิ่มในอาคารและเครื่องจักรของบริษัทย่อย ซึ่งอาจเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการขยายกำลังการผลิตหรือปรับปรุงประสิทธิภาพในอนาคต
  • การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ: แม้จะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินในปัจจุบัน แต่การสั่งซื้อสินค้าอาจสะท้อนถึงความคาดหวังต่อคำสั่งซื้อในอนาคต

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาเหล็กและเศรษฐกิจโลก: ปัจจัยภายนอกเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ: สร้างความกังวลและลดความเชื่อมั่นในการลงทุน
  • การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ: สินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น 42.59% อาจมีความเสี่ยงหากไม่สามารถระบายออกได้ทันเวลา อาจส่งผลต่อต้นทุนการจัดเก็บและมูลค่าของสินค้า
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การพึ่งพาการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและการใช้ TR เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงขึ้น ซึ่งกดดันผลกำไร

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้: การฟื้นตัวของยอดขายในไตรมาสถัดไป ท่ามกลางปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ: ความสามารถในการระบายสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อต้นทุน
  • ต้นทุนทางการเงิน: ทิศทางของดอกเบี้ยจ่าย และผลกระทบจากการใช้เครื่องมือทางการเงินในการสั่งซื้อสินค้า
  • การลงทุนในอาคารและเครื่องจักร: ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของบริษัทย่อย
  • การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ (เหล็ก): ผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไร

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization Rate: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยตรง แต่การลดลงของยอดขายและการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ อาจบ่งชี้ถึงการใช้กำลังการผลิตที่ลดลง
  • Order Book: ไม่ได้มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าของคำสั่งซื้อในมือ (Order Book)
  • ราคาวัตถุดิบ: ฝ่ายจัดการกล่าวถึง "สถานการณ์เหล็กราคาผันผวน" ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อรายได้
  • GPM (Gross Profit Margin): ไม่ได้มีการระบุ GPM โดยตรง แต่การที่ต้นทุนขายลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ (ต้นทุนขายลด 13.60% เทียบกับรายได้ลด 16.94% ใน Q2) บ่งชี้ว่า GPM อาจถูกกดดัน
  • การส่งออก: รายได้ลดลงจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
  • ค่าเงิน: มีการกล่าวถึง "ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง" ในค่าใช้จ่ายการขายและบริหารสำหรับ Q2/66 แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
  • สินค้าคงคลัง: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 42.59% ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตา

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 4,844.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.74% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นหลักคือ สินค้าคงเหลือ (เพิ่มขึ้น 42.59%) และ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (เพิ่มขึ้น 3.90%)

หนี้สินรวมอยู่ที่ 3,858.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.42% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินระยะสั้น (เงินกู้ยืมและสินเชื่อระยะสั้น) เพิ่มขึ้น 31.22% เป็น 2,855.19 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและการใช้วงเงิน LC และ T/R ที่เพิ่มขึ้น

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 14.86% เป็น 985.16 ล้านบาท จาก 1,157.15 ล้านบาทในสิ้นปี 2565 เนื่องมาจากผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 171.99 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ณ สิ้น Q2/66 อยู่ที่ประมาณ 3.92 เท่า (3,858.96 / 985.16) ซึ่งสูงกว่าสิ้นปี 2565 ที่ประมาณ 3.75 เท่า (3,187.64 / 1,157.15)

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: ไม่ได้ระบุในเอกสาร

สรุปท้าย

PERM เผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอก และต้นทุนทางการเงินที่พุ่งสูงขึ้นจากการสั่งซื้อสินค้าต่างประเทศ แม้จะมีการลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ถาวร แต่การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลังและภาระดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทิศทางของผลประกอบการในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพลิกฟื้นยอดขาย การบริหารจัดการต้นทุน และการควบคุมภาระทางการเงินท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ยังไม่มีความคิดเห็น