CAZ พลิกกำไร Q2/2566 โต 11.23% รับแรงหนุนจากงานก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
รายได้และกำไรสุทธิ Q2/2566 ของ CAZ ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน แม้รายได้รวมลดลงเล็กน้อย แต่การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CAZ รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 46.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการบริการรวมลดลง 3.21% เป็น 750.68 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (ในที่นี้คือธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง)
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ CAZ ในไตรมาส 2/2566 เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ การบริหารจัดการต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่ารายได้จากการบริการรวมจะลดลง 3.21% มาอยู่ที่ 750.68 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่กลับเพิ่มขึ้น 11.23% มาอยู่ที่ 46.56 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน:
- ต้นทุนบริการลดลง: แม้รายได้รวมลดลง แต่ต้นทุนบริการกลับลดลงถึง 3.24% (จาก 676.32 ล้านบาท เป็น 654.42 ล้านบาท) ทำให้กำไรขั้นต้นยังคงรักษาอัตราใกล้เคียงเดิมที่ 12.82% (จาก 12.80% ในปีก่อน) ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนการก่อสร้างที่ดีขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง: ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 15.80% (จาก 14.17 ล้านบาท เป็น 11.93 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้
- ต้นทุนทางการเงินลดลง: ต้นทุนทางการเงินลดลงเล็กน้อย 3.88% จากการชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้น
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBT) ลดลงเพียง 16.59% (จาก 74.50 ล้านบาท เป็น 62.14 ล้านบาท) และเมื่อหักภาษีเงินได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่เติบโตได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ:
- Backlog ที่มีอยู่: ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีงานโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่รับรู้รายได้ (Backlog) รวมจำนวน 3,580.20 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานรายได้ที่มั่นคงสำหรับอนาคต
- การบริหารต้นทุน: ฝ่ายจัดการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ซึ่งหากสามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้ จะช่วยหนุนกำไรในระยะยาว
- การรับรู้รายได้: การที่รายได้ลดลงในไตรมาสนี้ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินงานช่วงปลายของสัญญาเดิม และโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น ซึ่งเมื่อโครงการใหม่เริ่มเข้าสู่ช่วงการดำเนินงานเต็มที่ รายได้มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด รวมถึงความสามารถในการเข้าประมูลงานใหม่ๆ เพื่อรักษาการเติบโตของรายได้ในอนาคต
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ Q2/2566 เท่ากับ 46.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.23% YoY
- รายได้จากการบริการรวม Q2/2566 อยู่ที่ 750.68 ล้านบาท ลดลง 3.21% YoY
- อัตรากำไรขั้นต้น Q2/2566 อยู่ที่ 12.82% ใกล้เคียงปีก่อน (12.80%)
- ค่าใช้จ่ายในการบริหาร Q2/2566 เพิ่มขึ้น 37.40% YoY เป็น 34.39 ล้านบาท หลักๆ จากค่าใช้จ่ายพนักงาน
- Backlog ณ สิ้น Q2/2566 อยู่ที่ 3,580.20 ล้านบาท
- สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 9.57% YoY เป็น 2,291.48 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาเพิ่มขึ้นมาก
- หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 12.04% YoY เป็น 1,422.93 ล้านบาท โดยหนี้สินที่เกิดจากสัญญาก่อสร้างเพิ่มขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CAZ มีรายได้จากการบริการรวม 750.68 ล้านบาท ลดลง 3.21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการดำเนินงานโครงการที่อยู่ในช่วงปลายสัญญา ทำให้การรับรู้รายได้ลดลง ประกอบกับโครงการที่เพิ่งเซ็นสัญญาในช่วงไตรมาสนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้ปริมาณงานไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม ด้วยการบริหารต้นทุนบริการที่ลดลง 3.24% และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ดีขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 96.26 ล้านบาท (อัตรากำไรขั้นต้น 12.82%) ใกล้เคียงปีก่อน แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 37.40% เป็น 34.39 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน แต่เมื่อหักต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และภาษีเงินได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่เพิ่มขึ้น 11.23% เป็น 46.56 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,628.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.53% YoY และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 102.23 ล้านบาท ลดลง 13.18% YoY
โอกาส
- Backlog ที่แข็งแกร่ง: การมี Backlog จำนวน 3,580.20 ล้านบาท เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างรายได้ต่อเนื่องในอนาคต
- การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหาร แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไร
- การขยายตัวของธุรกิจ: การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากสัญญา บ่งชี้ถึงการดำเนินงานโครงการที่เพิ่มขึ้น
- การรับเงินล่วงหน้า: การได้รับเงินรับล่วงหน้าค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการได้งานใหม่ๆ และช่วยเสริมสภาพคล่อง
ความเสี่ยง
- การพึ่งพิงโครงการขนาดใหญ่: การรับรู้รายได้ที่ลดลงในไตรมาสนี้ เกิดจากการดำเนินงานช่วงปลายของโครงการเดิม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้หากไม่มีโครงการใหม่เข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง
- การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหาร: ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรในอนาคต หากไม่สามารถควบคุมได้
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีการแข่งขันสูง อาจส่งผลต่อการได้เปรียบในการประมูลงานและอัตรากำไร
- ความผันผวนของต้นทุนวัสดุ: แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุ แต่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ผันผวนอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนบริการได้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การรับรู้รายได้จาก Backlog: ติดตามความคืบหน้าและอัตราการรับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่
- การได้งานใหม่: ความสามารถในการเข้าประมูลและได้รับสัญญาโครงการใหม่ๆ เพื่อทดแทนโครงการที่กำลังจะแล้วเสร็จ
- การบริหารค่าใช้จ่าย: การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน
- อัตรากำไรขั้นต้น: การรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ท่ามกลางการแข่งขันและต้นทุนที่อาจผันผวน
- การบริหารกระแสเงินสด: การบริหารจัดการเงินรับล่วงหน้าและลูกหนี้การค้า เพื่อรักษาสภาพคล่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร - ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง)
- รายได้จากการบริการ: รายได้รวมลดลง 3.21% YoY เป็น 750.68 ล้านบาท โดยงานรับเหมาก่อสร้างติดตั้งโครงสร้างและระบบ (SMP E&I Service) ลดลง 3.41%, งานก่อสร้างทั่วไปลดลง 62.75%, และงานผลิตและบริการอื่นลดลง 41.36% ในขณะที่งานวิศวกรรมโยธา (Civil & Building Service) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 68.28% ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของรายได้ในแต่ละประเภทงาน
- ต้นทุนบริการ: ต้นทุนบริการลดลง 3.24% YoY เป็น 654.42 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง ทำให้กำไรขั้นต้นทรงตัว
- ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 37.40% YoY เป็น 34.39 ล้านบาท โดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องจับตา
- สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากสัญญา: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 60.91% YoY เป็น 948.16 ล้านบาท บ่งชี้ถึงการดำเนินงานโครงการที่เพิ่มขึ้นและมีการบันทึกรายได้ตามความสำเร็จของงาน
- หนี้สินที่เกิดจากสัญญาก่อสร้าง: เพิ่มขึ้น 35.62% YoY เป็น 715.91 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากเงินรับล่วงหน้าค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น 201.06 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการได้งานใหม่
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,291.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.57% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 20.86% เป็น 1,509.23 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเงินสดที่เพิ่มขึ้นจากการรับเงินล่วงหน้าและเงินคืนจากลูกหนี้
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,422.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.04% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 9.72% เป็น 1,334.12 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหนี้สินที่เกิดจากสัญญาก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E ratio) อยู่ที่ 1.67 เท่า ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 868.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.75% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการบันทึกกำไรสะสม
สรุปท้าย
CAZ ในไตรมาส 2/2566 สามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิเติบโตได้ 11.23% YoY แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อย ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากความสามารถในการบริหารต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการควบคุมต้นทุนและภาษีเงินได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เกี่ยวกับพนักงาน และการพึ่งพิงโครงการที่อยู่ในช่วงปลายสัญญา เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา การมี Backlog ที่แข็งแกร่งและการได้รับเงินรับล่วงหน้าสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นสัญญาณบวกต่อการเติบโตในอนาคต แต่การรักษาอัตรากำไรและขยายฐานรายได้ผ่านการได้งานใหม่ๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืนต่อไป