NSL Q2/2566 รายได้โต 17.7% กำไรสุทธิเพิ่ม 4.4% รับอานิสงส์คลายล็อกดาวน์
ยอดขายกลุ่มเบเกอรี่-รองท้องพุ่งดันรายได้รวมโตต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งยังเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไร
บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ NSL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 1,166.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 84.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีก่อนหน้า แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดช่วยหนุนผลกำไรให้เติบโตได้
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NSL ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การฟื้นตัวของรายได้จากการขายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 17.7% โดยเฉพาะในกลุ่มเบเกอรี่และรองท้องที่เพิ่มขึ้นถึง 18.7% ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิเติบโต 4.4% แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเล็กน้อยจาก 19.2% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 18.4% ในไตรมาสนี้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของรายได้มาจากปัจจัยหลักคือ การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2565 ต่อเนื่องมาถึงปี 2566 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคัก ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับการที่คู่ค้าเน้นการขายผ่านช่องทาง Delivery และการจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเบเกอรี่และรองท้องที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง นอกจากนี้ กลุ่ม OEM และอื่นๆ ยังเติบโตโดดเด่นถึง 125.3% จากปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้น ทำให้ลดลงจาก 19.2% ใน Q2/2565 มาอยู่ที่ 18.4% ใน Q2/2566 แม้บริษัทจะมีการปรับขึ้นราคาขายสินค้าบางรายการเพื่อชดเชย แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาแรงกดดันด้านต้นทุน ปัจจัยบวกจากการคลายล็อกดาวน์และการฟื้นตัวของกำลังซื้อคาดว่าจะยังคงส่งผลดีต่อรายได้ในระยะต่อไป โดยเฉพาะช่องทาง Delivery และการจัดโปรโมชั่นที่คู่ค้ายังคงให้ความสำคัญ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ผันผวนตามราคาพลังงานและสภาวะตลาดโลก ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่ออัตรากำไรในอนาคตได้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/2566 เติบโต 17.8% แตะ 1,166.3 ล้านบาท จาก 990.5 ล้านบาทในปีก่อน
- กำไรสุทธิ Q2/2566 เพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 84.3 ล้านบาท จาก 80.8 ล้านบาทในปีก่อน
- กลุ่มเบเกอรี่และรองท้องโตเด่น 18.7% เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของรายได้
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลง จาก 19.2% เป็น 18.4% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคสูงขึ้น
- ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 28.9% ส่วนใหญ่มาจากค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลง อยู่ที่ 0.6 เท่า จาก 0.7 เท่าในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 NSL มีรายได้รวมจากการขาย 1,163.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย และการเน้นขายสินค้าในช่องทาง Delivery รวมถึงการจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องจากคู่ค้า ทำให้ยอดขายเติบโตได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มเบเกอรี่และรองท้องที่เพิ่มขึ้น 18.7% และกลุ่ม OEM ที่เติบโตสูงถึง 125.3%
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 18.8% สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเล็กน้อยจาก 19.2% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 18.4% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 28.9% โดยมีสาเหตุหลักจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการเพิ่มขึ้นของพนักงานขายและการตลาด ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 10.6% จากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน
ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 108.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อรวมต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้แล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงบการเงินเฉพาะกิจการเท่ากับ 84.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จาก 80.8 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,263.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% และมีกำไรสุทธิ 160.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.8%
โอกาส
- การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภค: การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ จะช่วยหนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
- การเติบโตของช่องทาง Delivery: พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ช่องทาง Delivery ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้า ซึ่ง NSL สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้
- การขยายฐานลูกค้า OEM: การเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่ม OEM แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้
- การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ: แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่บริษัทฯ มีการปรับราคาขายและบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและพลังงาน: ต้นทุนวัตถุดิบหลักและค่าขนส่งที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ตลาดสินค้าอาหารมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตรายเดิมและรายใหม่ ซึ่งอาจกดดันราคาขายและส่วนแบ่งการตลาด
- ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค: ภาวะเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว หรืออัตราเงินเฟ้อที่สูง อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะยาว
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็นความท้าทายในการปรับตัวของผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การตลาด
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง: ติดตามทิศทางราคาวัตถุดิบหลักและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด
- กลยุทธ์การปรับราคาขาย: ประเมินความสามารถของบริษัทในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค
- การเติบโตของกลุ่ม OEM: จับตาการขยายตัวของธุรกิจรับจ้างผลิต และการได้ลูกค้ารายใหม่ๆ
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย: ตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
- การลงทุนในบริษัทร่วม: ติดตามผลการดำเนินงานและการขาดทุนจากการลงทุนใน 1 เอฟแอนด์บี จำกัด
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
รายได้จากการขาย: เติบโต 17.7% ใน Q2/2566 โดยมีกลุ่มเบเกอรี่และรองท้องเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก (เพิ่มขึ้น 18.7%) สะท้อนการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ขณะที่กลุ่ม Food Services มีรายได้ลดลงเล็กน้อย 5.7% ซึ่งอาจเป็นผลจากการปรับตัวของผู้บริโภคหลังช่วงโควิด
ต้นทุนขายและกำไรขั้นต้น: ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 18.8% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 13.0% แต่เมื่อเทียบเป็นอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 19.2% เป็น 18.4% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น
ต้นทุนในการจัดจำหน่าย: เพิ่มขึ้น 28.9% โดยหลักมาจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน และการเพิ่มขึ้นของพนักงานขายและการตลาด
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 10.6% ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนและสวัสดิการพนักงาน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 สินทรัพย์รวมของ NSL อยู่ที่ 2,319.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.3% จากสิ้นปี 2565 โดยมีรายการที่เพิ่มขึ้นคือ เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด (เพิ่มขึ้น 69.8%) และสินค้าคงเหลือ (เพิ่มขึ้น 0.5%) ขณะที่สินทรัพย์อื่นลดลง 24.8% จากการไถ่ถอนเงินฝากประจำ
หนี้สินรวมลดลง 4.6% มาอยู่ที่ 842.7 ล้านบาท โดยหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5.0% เป็น 1,476.5 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการจ่ายเงินปันผลในไตรมาสนี้
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.6 เท่า ลดลงจาก 0.7 เท่าในปีก่อน แสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น
สรุปท้าย
NSL ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้อย่างน่าประทับใจถึง 17.8% จากการฟื้นตัวของการบริโภคและกลยุทธ์การขายที่เน้นช่องทาง Delivery อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้กำไรสุทธิจะเติบโตขึ้น แต่การบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในระยะยาว ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจมหภาค