เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MCS กำไรสุทธิ Q2/2566 พลิกฟื้นเล็กน้อย รับอานิสงส์ส่งมอบงานเพิ่ม แต่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกดดัน
ข่าวสาร

MCS กำไรสุทธิ Q2/2566 พลิกฟื้นเล็กน้อย รับอานิสงส์ส่งมอบงานเพิ่ม แต่ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งกดดัน

MCS P/E 4.59 YIELD 11.80
2 อาทิตย์ 08:02 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมโต 65% แต่กำไรบริษัทใหญ่หดตัว เหตุต้นทุนเหล็กพุ่ง-โรงงานจีนหยุดผลิต

บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 1,099.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ภาพรวมรายได้จะเติบโต แต่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่กลับอยู่ที่ 10.30 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น และการหยุดผลิตชั่วคราวของบริษัทย่อยในประเทศจีน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ MCS ในไตรมาส 2/2566 คือ การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนวัตถุดิบเหล็ก ประกอบกับการหยุดผลิตชั่วคราวของบริษัทย่อยในประเทศจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นก็ตาม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนขายและการให้บริการในส่วนของงบเฉพาะกิจการเพิ่มขึ้น 47.23% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการส่งมอบงานที่สูงขึ้นตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น และ ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 35,000 เยนต่อตัน (หรือ 8,750 บาทต่อตัน) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทย่อยในประเทศจีน (MCS-Xiamen) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตและส่งออกไปยังญี่ปุ่น ประสบปัญหาการขาดแคลนงานส่งออกในช่วงไตรมาส 2/2566 ทำให้รับรู้ผลขาดทุน 8.26 ล้านหยวน (40.58 ล้านบาท) ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิรวมของบริษัท

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการระบุว่าบริษัทย่อยในประเทศจีนจะเริ่มกลับมาผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการกลับมาของกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม การที่ราคาวัตถุดิบเหล็กปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (35,000 เยนต่อตัน) ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไรในระยะต่อไป นักลงทุนต้องจับตาดูแนวโน้มราคาวัตถุดิบและปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวมเติบโต 65.18% แตะ 1,099.32 ล้านบาท จากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้น
  • กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ 10.30 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน
  • ต้นทุนวัตถุดิบเหล็กพุ่งสูงขึ้น ประมาณ 35,000 เยนต่อตัน เป็นปัจจัยกดดันหลัก
  • บริษัทย่อยในจีน (MCS-Xiamen) ขาดทุน 8.26 ล้านหยวน จากการหยุดผลิตชั่วคราว
  • อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินเยนอ่อนค่าลง 5.34% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกไปญี่ปุ่น
  • สินค้าคงเหลือลดลง 20.35% สู่ระดับ 3,093.09 ล้านบาท จากการทยอยผลิตและส่งมอบ

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2/2566 บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและการให้บริการและรายได้ตามสัญญาเท่ากับ 1,099.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65.18% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปริมาณการส่งมอบงานรวมประมาณ 14,855 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น (14,302 ตัน) และที่เหลือเป็นงานในประเทศ (553 ตัน) แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นในส่วนของงบเฉพาะกิจการเพิ่มขึ้น 226.20% เป็น 236.47 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย ทำให้กำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 222.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.71% อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่กลับอยู่ที่ 10.30 ล้านบาท โดยมีผลขาดทุนจากบริษัทย่อยในจีนและญี่ปุ่นรวม 52.85 ล้านบาท

โอกาส

  • การกลับมาผลิตของโรงงานในจีน: การที่ MCS-Xiamen จะกลับมาผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 เป็นสัญญาณบวกต่อการเพิ่มกำลังการผลิตและรายได้ในอนาคต
  • การส่งออกไปยังญี่ปุ่น: ยังคงเป็นตลาดหลักที่สำคัญ โดยมีการส่งมอบงานจำนวนมากในไตรมาสนี้
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: การลดลงของสินค้าคงเหลือ 20.35% แสดงถึงการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในการนำสินค้ามาผลิตและส่งมอบ

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบเหล็ก: การปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบเหล็กเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันอัตรากำไรของบริษัท
  • อัตราแลกเปลี่ยน: ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออก ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท
  • ผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในต่างประเทศ: การรับรู้ผลขาดทุนจาก MCS-Xiamen และ MCS-Japan ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรสุทธิรวม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาวัตถุดิบเหล็ก: การปรับตัวขึ้นของราคาวัตถุดิบจะส่งผลต่อ GPM ในไตรมาสถัดไปอย่างไร
  • ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่: การกลับมาผลิตของโรงงานในจีนจะสามารถรองรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ ได้มากน้อยเพียงใด
  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน: ทิศทางของค่าเงินเยนจะส่งผลต่อรายได้จากการส่งออก
  • การบริหารจัดการต้นทุน: กลยุทธ์ของบริษัทในการรับมือกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: แม้จะมีการส่งมอบงานที่สูงขึ้น แต่การหยุดผลิตชั่วคราวของโรงงานในจีนบ่งชี้ว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมอาจยังไม่เต็มที่
  • Order Book: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Order Book โดยตรง แต่การที่โรงงานในจีนจะกลับมาผลิตในเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ว่าอาจมีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้ว
  • ราคาวัตถุดิบ: เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อต้นทุนการผลิต โดยราคาเหล็กปรับเพิ่มขึ้น 35,000 เยนต่อตัน
  • GPM: แม้รายได้รวมจะเติบโต แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบส่งผลให้ GPM ถูกกดดัน โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทย่อย
  • การส่งออก: การส่งออกไปยังญี่ปุ่นยังคงเป็นสัดส่วนหลักของรายได้
  • ค่าเงิน: ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง 5.34% ส่งผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ที่แปลงเป็นเงินบาท
  • สินค้าคงคลัง: มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงการเร่งส่งมอบงาน

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินค้าคงเหลือเท่ากับ 3,093.09 ล้านบาท ลดลง 20.35% จากสิ้นปี 2565 โดยมีการระบุถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 7.89 ล้านบาท จากการเลื่อนชำระ LC นำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งแม้จะทำให้เกิดดอกเบี้ย แต่ช่วยให้ราคาเหล็กที่ซื้อล่วงหน้าถูกลงประมาณ 15,000 เยนต่อตัน

สรุปท้าย

MCS ในไตรมาส 2/2566 เผชิญความท้าทายจากต้นทุนวัตถุดิบเหล็กที่พุ่งสูงขึ้นและการหยุดผลิตชั่วคราวของบริษัทย่อยในจีน ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนบริษัทใหญ่ลดลง แม้รายได้รวมจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากการส่งมอบงานที่เพิ่มขึ้น โอกาสในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับการกลับมาผลิตเต็มกำลังของโรงงานในจีนและการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็กและอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ยังไม่มีความคิดเห็น