เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
LST Q2/66 กำไรสุทธิพุ่ง 37.5% รับราคาวัตถุดิบดิ่ง-บริหารต้นทุนคุมอยู่
ข่าวสาร

LST Q2/66 กำไรสุทธิพุ่ง 37.5% รับราคาวัตถุดิบดิ่ง-บริหารต้นทุนคุมอยู่

LST P/E 6.90 YIELD 4.64
2 อาทิตย์ 07:32 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมหด 15.8% แต่ GPM พุ่งแรงจากต้นทุนที่ลดลง ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นบริหารจัดการราคาขายและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ LST รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 2,705.8 ล้านบาท ลดลง 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์หลักปรับลดลง ขณะที่ปริมาณขายลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 105.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 37.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ LST ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะปรับลดลง 15.8% หรือ 509.0 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง 33.2% แต่บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนขายต่อหน่วยให้ลดลงได้มาก ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 8.8% ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 12.2% ในไตรมาส 2 ปี 2566 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เติบโตถึง 37.5% หรือ 28.6 ล้านบาท มาอยู่ที่ 105.0 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนขายที่ลดลงเกิดจาก ราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลง โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของบริษัทฯ มีการปรับตัวลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการราคาขายได้ดี แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะลดลง แต่การควบคุมต้นทุนที่ลดลงมากกว่า ทำให้ GPM ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับบริษัทย่อย LST (50:10) ที่ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาผลปาล์มสดที่ลดลงและมีผลขาดทุนจากการตีมูลค่าทางบัญชี 40.5 ล้านบาท แต่ภาพรวมของกลุ่มบริษัทยังคงสามารถทำกำไรได้ดี

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยราคาวัตถุดิบ ฝ่ายจัดการระบุว่า ราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุน GPM ในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ตาม ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนตามฤดูกาลและปัจจัยตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อ GPM ในอนาคตได้ แต่การที่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยรักษาอัตรากำไรไว้ได้ในระดับที่ดี

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิเติบโต 37.5% YoY: อยู่ที่ 105.0 ล้านบาท จาก 76.4 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมลดลง 15.8% YoY: อยู่ที่ 2,705.8 ล้านบาท สาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่ง: เพิ่มขึ้นจาก 8.8% เป็น 12.2% จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
  • ต้นทุนขายลดลง: โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหลัก เช่น ปาล์มน้ำมัน
  • ปริมาณขายลดลงเล็กน้อย: ปริมาณขายรวมลดลง 14.7% แต่ปริมาณขายของบริษัทหลักลดลง 23.4%
  • บริษัทย่อย LST (50:10) มีผลขาดทุนจากการตีมูลค่า: 40.5 ล้านบาท จากราคาผลปาล์มสดที่ลดลง

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 LST มีรายได้จากการขายรวม 2,705.8 ล้านบาท ลดลง 15.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์หลักที่ลดลง 33.2% แม้ว่าปริมาณการขายจะลดลง 14.7% ก็ตาม ในส่วนของต้นทุนขาย บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้ดี ทำให้อัตราต้นทุนขายต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 8.8% ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 12.2% ในไตรมาส 2 ปี 2566 กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 105.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนขายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนอัตรากำไร
  • การบริหารราคาขาย: แม้ราคาขายเฉลี่ยจะลดลง แต่การบริหารจัดการราคาขายในแต่ละช่องทางยังคงเป็นโอกาสในการรักษา GPM
  • การฟื้นตัวของราคาวัตถุดิบ: หากราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปาล์มน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลดีต่อรายได้และกำไรในอนาคต

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปาล์มน้ำมัน มีความผันผวนสูงตามฤดูกาลและปัจจัยตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและอัตรากำไร
  • ปริมาณการขาย: ปริมาณการขายที่ลดลงในบางช่องทางอาจส่งผลกระทบต่อรายได้รวมของบริษัทฯ
  • สถานการณ์เศรษฐกิจ: ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อของผู้บริโภค อาจส่งผลต่อปริมาณการขายและราคาขาย

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน: การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลักจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป
  • ปริมาณการขายในแต่ละช่องทาง: การฟื้นตัวหรือการเติบโตของปริมาณการขายในช่องทางต่างๆ
  • ผลกระทบจากฤดูกาลผลิต: ฤดูกาลผลิตปาล์มสดที่แตกต่างกันในแต่ละปี อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิตและราคา
  • การบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของราคาวัตถุดิบ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

  • ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: ราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์หลักลดลง 33.2% เป็นปัจจัยหลักที่กดดันรายได้รวม แต่ราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ปาล์มน้ำมัน ก็ลดลงเช่นกัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนขาย
  • Volume: ปริมาณการขายรวมลดลง 14.7% โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทหลักที่ลดลง 23.4% แต่บริษัทย่อย LST (50:10) มีปริมาณการขายลดลง 15.6% เนื่องจากผลปาล์มสดออกช้ากว่าปกติ
  • GPM: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 8.8% เป็น 12.2% เนื่องจากต้นทุนขายลดลงมากกว่าราคาขาย
  • ช่องทางขาย: รายได้จากการขายในทุกช่องทางหลักลดลง โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทหลักที่ลดลง 28.16%
  • สต็อก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับสต็อกสินค้าอย่างละเอียด
  • อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนหรือผลกระทบจากการส่งออกอย่างชัดเจน
  • ฤดูกาลผลิต: ฤดูกาลผลิตปาล์มสดที่ออกช้ากว่าปกติในไตรมาส 2 ปีนี้ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตปาล์มสดของไตรมาส 2 ปี 2566 ลดลง 17.4%

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • ต้นทุนขาย: ต้นทุนขายรวมลดลง 23.4% โดยอัตราต้นทุนขายต่อหน่วยลดลงอย่างมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการขาย: เพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาท เป็น 142.4 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 10.6 ล้านบาท เป็น 71.3 ล้านบาท
  • ขาดทุนจากการตีมูลค่า: บริษัท LST (50:10) รับรู้ขาดทุนจากการตีมูลค่าทางบัญชี 40.5 ล้านบาท จากปริมาณและราคาผลปาล์มสดที่ลดลง

สรุปท้าย

LST สามารถพลิกสถานการณ์จากรายได้ที่ลดลง มาสู่การเติบโตของกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจในไตรมาส 2 ปี 2566 โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ จากราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับตัวลดลง แม้ว่าความผันผวนของราคาวัตถุดิบจะเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แต่ความสามารถในการควบคุมต้นทุนและราคาขายของฝ่ายจัดการเป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยรักษาอัตรากำไรไว้ได้ในระดับที่ดีในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น