JTS สรุปผลประกอบการ Q2/2566
JTS Q2/66 กำไรสุทธิฟื้นตัวแรง 626% QoQ รับแรงหนุนบริการโครงข่ายฯ
บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 8.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 625.95% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้จะลดลง 76.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้รวมเติบโต 9.77% YoY เป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นหลัก
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ JTS ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนที่เริ่มเห็นผล แม้ภาพรวมกำไรสุทธิจะยังลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่การกลับมามีกำไรในระดับ 8.31 ล้านบาท จากที่ขาดทุนในไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- การเติบโตของธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม: รายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 60.61% YoY หรือ 13.40% คิดเป็น 513.03 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯ การเติบโตนี้มาจากการให้บริการวงจรเช่าในประเทศที่เพิ่มขึ้น 16.73 ล้านบาท และค่าบริการวงจรเช่าส่วนบุคคลระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 48.80 ล้านบาท โดยเฉพาะจากลูกค้าในสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการใช้บริการโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการต้นทุนเหมืองขุดบิทคอยน์: แม้ต้นทุนเหมืองขุดบิทคอยน์จะยังคงสูงถึง 127.25 ล้านบาท แต่การบันทึก "ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการด้อยค่าของอาคารและอุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงานธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์" จำนวน 55.87 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ ส่งผลให้กำไรสุทธิ (หากไม่รวมรายการนี้) อยู่ที่ 64.18 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 84.37% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ การปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ
- การกลับรายการค่าเผื่อการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล: ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ ไม่มีการบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล เนื่องจากมูลค่าตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งแตกต่างจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีการบันทึกรายการนี้ ส่งผลดีต่อกำไรสุทธิ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่องในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะจากธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการขยายบริการวงจรเช่าระหว่างประเทศ ส่วนธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ แม้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะลดลงและราคาบิทคอยน์มีแนวโน้มดีขึ้นจากเหตุการณ์ Halving ในปี 2567 แต่บริษัทฯ ยังคงมีแผนเจรจาเพื่อย้ายเครื่องขุดไปยังต่างประเทศที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและผลกำไรในอนาคต การเติบโตของธุรกิจคลาวด์ผ่าน CCS และการขยาย Data Center ของ JasTel ก็เป็นปัจจัยบวกที่ต้องจับตา
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิฟื้นตัวแรง 625.95% QoQ สู่ระดับ 8.31 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 1.58 ล้านบาท
- รายได้รวมเติบโต 9.77% YoY แตะ 589.17 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม
- ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมเติบโตโดดเด่น รายได้เพิ่มขึ้น 60.61% YoY เป็น 513.03 ล้านบาท จากการให้บริการวงจรเช่าในและระหว่างประเทศ
- ธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์มีต้นทุนลดลง จากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และแผนย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ
- การกลับรายการค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ช่วยหนุนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 จำนวน 589.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2.32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 โดยมีกำไรสุทธิ 8.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 625.95% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 76.13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
โอกาส
- การขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center): JasTel ร่วมมือกับ Telehouse (Thailand) ขยาย Data Center ที่อาคาร Jasmine International Tower เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและภาคธุรกิจ
- ความร่วมมือด้านคลาวด์: CCS ร่วมมือกับ Tencent Cloud เพื่อขยายและยกระดับการให้บริการคลาวด์ด้วยนวัตกรรมใหม่
- แนวโน้มราคาบิทคอยน์: ราคาบิทคอยน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากเหตุการณ์ Halving ในปี 2567 และการลดลงของอุปทาน
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าลดลง: การปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566 จะช่วยลดต้นทุนธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาบิทคอยน์: แม้มีแนวโน้มขาขึ้น แต่ราคาบิทคอยน์ยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรจากธุรกิจเหมืองขุด
- การแข่งขันในธุรกิจเทคโนโลยี: ธุรกิจออกแบบและวางระบบสื่อสารฯ และธุรกิจจัดหา ออกแบบและวางระบบคอมพิวเตอร์ เผชิญกับการแข่งขันและชะลอตัวของโครงการ
- ต้นทุนการดำเนินงาน: แม้ต้นทุนเหมืองขุดจะลดลง แต่ยังคงเป็นรายการที่มีนัยสำคัญ และการบริหารจัดการต้นทุนในธุรกิจอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการย้ายเครื่องขุดบิทคอยน์ไปต่างประเทศ: เพื่อบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำกว่า
- การเติบโตของรายได้จากบริการโครงข่ายโทรคมนาคม: โดยเฉพาะบริการวงจรเช่าระหว่างประเทศ
- ผลสำเร็จของความร่วมมือกับ Tencent Cloud: ในการขยายธุรกิจคลาวด์
- การขยาย Data Center ของ JasTel: และการตอบรับจากตลาด
- การเปลี่ยนแปลงของราคาบิทคอยน์: และผลกระทบต่อธุรกิจเหมืองขุด
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
- รายได้จากการขายและบริการ:
- ธุรกิจออกแบบและวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม: ลดลง 17.09% YoY เป็น 19.06 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการลดลงของค่าบริการครั้งเดียวสำหรับสถานีบริการน้ำมันใหม่ และงานสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม แต่มีรายได้เพิ่มจากอุปกรณ์ Solar Roof
- ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม: เพิ่มขึ้น 13.40% YoY เป็น 513.03 ล้านบาท เป็นรายได้หลัก ขับเคลื่อนโดยวงจรเช่าในประเทศและระหว่างประเทศ
- ธุรกิจจัดหา ออกแบบและวางระบบคอมพิวเตอร์: เพิ่มขึ้น 7.78% YoY เป็น 17.73 ล้านบาท จากงานโครงการของกรุงเทพมหานคร
- ธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์: เพิ่มขึ้น 23.36% YoY เป็น 28.94 ล้านบาท โดยมีจำนวนเหรียญบิทคอยน์เพิ่มขึ้น 30.19 เหรียญ
- ต้นทุนและค่าใช้จ่าย:
- ต้นทุนขายและบริการ: เพิ่มขึ้น 3.08% YoY เป็น 375.21 ล้านบาท
- ต้นทุนเหมืองขุดบิทคอยน์: 127.25 ล้านบาท ประกอบด้วยต้นทุนขุด 56.09% และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการด้อยค่าอาคารและอุปกรณ์ 43.91%
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 32.50% YoY เป็น 52.47 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าที่ปรึกษา และค่าเช่าสำนักงาน
- กำไรสุทธิ: 8.31 ล้านบาท (หากไม่รวมขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการด้อยค่าสินทรัพย์เหมืองขุด จะมีกำไรสุทธิ 64.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.37% YoY)
- EBITDA: เพิ่มขึ้น 8.15% YoY เป็น 178.97 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง
สรุปท้าย
JTS ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวของผลประกอบการ โดยมีกำไรสุทธิกลับมาเป็นบวกจากการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม และการบริหารจัดการต้นทุนในธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ แม้ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาบิทคอยน์ยังคงอยู่ แต่การขยายธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Data Center และ Cloud รวมถึงการปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาเพื่อการเติบโตในระยะต่อไป