KBSPIF กำไรสุทธิ Q2/66 โต 2.3% รับรายได้โรงไฟฟ้าหนุน แม้มีเหตุขัดข้องสายส่ง
รายได้รวมโตเล็กน้อย YoY หลังปรับแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า ชดเชยผลกระทบการดับไฟ
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำตาลครบุรี (KBSPIF) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีผลการดำเนินงานสุทธิที่นำมาพิจารณาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน 67.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จาก 66.43 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบริหารจัดการการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าที่สอดคล้องกับช่วงเวลาการดับกระแสไฟฟ้าของ กฟภ. ทำให้สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่องมากขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — การบริหารจัดการการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานสุทธิของ KBSPIF ในไตรมาส 2/2566 คือ การบริหารจัดการแผนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีของโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับเหตุการณ์การดับกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งส่งผลให้กองทุนมีเงินรับตามสัญญาโอนผลประโยชน์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลการดำเนินงานสุทธิที่นำมาพิจารณาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนอยู่ที่ 67.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.55 ล้านบาท หรือ 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2565
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2566 คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้แจ้งขอดับกระแสไฟฟ้าในเขตพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าเพื่อดำเนินการเปลี่ยนรูปแบบสายส่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2566 ทำให้โรงไฟฟ้าไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายจัดการจึงได้ สลับแผนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีบางส่วนมาดำเนินการในช่วงเวลาที่มีการดับกระแสไฟฟ้าดังกล่าว และลดทอนระยะเวลาการหยุดซ่อมบำรุงในช่วงเวลาอื่น ๆ ลง เพื่อชดเชยระยะเวลาที่เสียโอกาสในการจำหน่ายไฟฟ้า โดยที่การหยุดซ่อมบำรุงยังมีระยะเวลารวมเท่าเดิมตามแผนประจำปี
การบริหารจัดการนี้แตกต่างจากไตรมาส 2/2565 ซึ่งโรงไฟฟ้าได้มีการหยุดซ่อมบำรุงในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2565 เนื่องจากระบบสายพานลำเลียงเชื้อเพลิงเกิดการเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ไตรมาส 2/2566 กองทุนรวมมีเงินรับตามสัญญาโอนผลประโยชน์ประมาณ 72.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2565 ประมาณ 1.55 ล้านบาท
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในลักษณะของการบริหารจัดการเชิงรุก การที่ฝ่ายจัดการสามารถปรับแผนการหยุดซ่อมบำรุงให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ (การดับไฟของ กฟภ.) แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินทรัพย์หลัก (ทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐาน) ซึ่งประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดนั้น มิได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงประมาณการของกระแสเงินสดจากการประกอบกิจการไฟฟ้าตามสัญญาโอนผลประโยชน์ ซึ่งบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์สุทธิในงบดุลอาจไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรายได้จากการดำเนินงานหลักโดยตรงในไตรมาสนี้
Highlight สำคัญ
- ผลการดำเนินงานสุทธิเพิ่มขึ้น 2.3% YoY: อยู่ที่ 67.98 ล้านบาท จาก 66.43 ล้านบาทใน Q2/2565
- เงินรับตามสัญญาโอนผลประโยชน์เพิ่มขึ้น: อยู่ที่ 72.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.55 ล้านบาท YoY จากการบริหารจัดการแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
- มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ลดลงเล็กน้อย: อยู่ที่ 3,074.74 ล้านบาท ลดลง 3.36 ล้านบาทจาก Q1/2566 โดยสินทรัพย์หลักคือทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานตามมูลค่ายุติธรรม
- พิจารณาจ่ายเงินปันผล 0.2310 บาทต่อหน่วย: คิดเป็นมูลค่ารวม 64.68 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 กองทุนรวมมีเงินรับตามสัญญาโอนผลประโยชน์รวม 72.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.36 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 และเพิ่มขึ้น 1.55 ล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2565 โดยมีเงินรับจากสินทรัพย์สภาพคล่องอีก 280,000 บาท ทำให้มีเงินรับรวมตามสัญญาโอนผลประโยชน์และเงินรับจากสินทรัพย์สภาพคล่องประมาณ 72.38 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายกองทุน 4.32 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิที่เกิดขึ้นจากเงินลงทุน 0.08 ล้านบาท ทำให้ผลการดำเนินงานสุทธิที่นำมาพิจารณาจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนอยู่ที่ 67.98 ล้านบาท
โอกาส
- การบริหารจัดการการหยุดซ่อมบำรุงที่มีประสิทธิภาพ: การปรับแผนซ่อมบำรุงให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ภายนอกช่วยลดผลกระทบต่อรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า
- สัญญาโอนผลประโยชน์ระยะยาว: สัญญาโอนผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้ามีอายุยาวถึง 31 ธันวาคม 2582 ซึ่งสร้างความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว
ความเสี่ยง
- การดับกระแสไฟฟ้าของ กฟภ.: เหตุการณ์ที่ กฟภ. แจ้งขอดับกระแสไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายไฟฟ้า แม้จะมีการบริหารจัดการแผนซ่อมบำรุงเพื่อชดเชยแล้วก็ตาม
- การเสื่อมสภาพของระบบ: ในอดีตเคยเกิดการเสื่อมสภาพของระบบสายพานลำเลียงเชื้อเพลิง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับระบบอื่น ๆ ในอนาคต
- การเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์: มูลค่าของสินทรัพย์หลักที่ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดอาจผันผวนตามปัจจัยที่ส่งผลต่อกระแสเงินสดในอนาคต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แผนการหยุดซ่อมบำรุงในอนาคต: การบริหารจัดการแผนซ่อมบำรุงจะยังคงมีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบต่อรายได้หรือไม่
- เหตุการณ์การดับกระแสไฟฟ้าของ กฟภ.: ความถี่และระยะเวลาของการดับกระแสไฟฟ้าในอนาคต
- การเปลี่ยนแปลงประมาณการกระแสเงินสด: การเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่เกิดจากการปรับประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต
- ต้นทุนการดำเนินงาน: การควบคุมค่าใช้จ่ายกองทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2/2566 KBSPIF มีเงินรับตามสัญญาโอนผลประโยชน์รวม 72.10 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้หลักของกองทุน โดยได้รับผลกระทบจากการที่ กฟภ. แจ้งขอดับกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียงโรงไฟฟ้า ทำให้ต้องมีการปรับแผนการหยุดซ่อมบำรุงประจำปีมาดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อชดเชยโอกาสในการจำหน่ายไฟฟ้าที่เสียไป แม้ว่าการหยุดซ่อมบำรุงจะมีระยะเวลารวมเท่าเดิมตามแผน แต่การบริหารจัดการนี้ช่วยลดผลกระทบต่อรายได้รวมเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่มีการปรับแผน
มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ประมาณ 3,074.74 ล้านบาท โดยสินทรัพย์หลักคือทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานตามมูลค่ายุติธรรม ซึ่งประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow) มูลค่าดังกล่าวลดลงเล็กน้อยประมาณ 7.50 ล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ฝ่ายจัดการระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงประมาณการของกระแสเงินสดจากการประกอบกิจการไฟฟ้าตามสัญญาโอนผลประโยชน์
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กองทุนรวมมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิประมาณ 3,074.74 ล้านบาท ประกอบด้วยทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐาน 2,964.03 ล้านบาท (96.40% ของ NAV) สินทรัพย์สภาพคล่อง 65.12 ล้านบาท และลูกหนี้ 47.50 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายค้างจ่ายเพียง 1.90 ล้านบาท สินทรัพย์สุทธิประกอบด้วยทุนที่ได้รับจากผู้ถือหน่วยลงทุน 2,800 ล้านบาท และกำไรสะสม 274.74 ล้านบาท
สรุปท้าย
KBSPIF ในไตรมาส 2/2566 สามารถรักษาผลการดำเนินงานสุทธิให้เติบโตเล็กน้อย YoY ได้จากการบริหารจัดการแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อชดเชยผลกระทบจากการดับกระแสไฟฟ้าของ กฟภ. แม้ว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิจะลดลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงประมาณการกระแสเงินสดหลัก ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป พร้อมกับการติดตามความเสี่ยงจากการดำเนินงานและเหตุการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต