KEX ไตรมาส 2/2566 ขาดทุนสุทธิเพิ่ม 33% รับแรงกดดันต้นทุน-ค่าใช้จ่าย ปรับกลยุทธ์เน้นกำไร
รายได้หด-ต้นทุนพุ่ง กดดันผลงาน Q2/66 ฝ่ายบริหารเดินหน้าปรับโครงสร้างรับการฟื้นตัว
บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทเพิ่มขึ้น 33.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้ที่ปรับลดลงและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและการให้บริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น ฝ่ายบริหารระบุว่าไตรมาสนี้เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงและเตรียมพร้อมสู่การฟื้นตัว โดยได้เริ่มปรับกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อมุ่งเน้นการทำกำไรที่มั่นคงควบคู่ไปกับคุณภาพการให้บริการ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ KEX ในไตรมาส 2/2566 มีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 33.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2566 อยู่ที่ 1,047.7 ล้านบาท มาจาก การลดลงของรายได้จากการขายและการให้บริการ ที่หดตัว 6.6% มาอยู่ที่ 2,923.3 ล้านบาท ประกอบกับ ต้นทุนขายและการให้บริการที่เพิ่มขึ้น 2.4% มาอยู่ที่ 3,814.8 ล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 15.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้ลดลง: เป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของปริมาณการจัดส่งพัสดุของผู้ใช้บริการประเภท B2B และ B2C รวมถึงการปรับตัวลดลงเล็กน้อยของรายได้เฉลี่ยต่อหน่วย แม้ว่าสัดส่วน C2C ต่อรายได้รวมจะเพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 45% แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากปริมาณการจัดส่งที่ลดลงได้
- ต้นทุนขายและการให้บริการเพิ่มขึ้น: แม้ค่าใช้จ่ายน้ำมันดีเซลลดลง แต่บริษัทยังคงเผชิญความท้าทายจากค่าใช้จ่ายในการจัดจ้างรถขนส่งภายนอกและค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากการขาดแคลนบุคลากรจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและการให้บริการลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ IT และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายพิเศษครั้งเดียว (one-time expenses) จากการปิดสาขาที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และการบันทึกหนี้สูญของสินทรัพย์
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าปริมาณการจัดส่งพัสดุจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังของปี 2566 จากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนและแคมเปญ 11/11 และ 12/12 ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านต้นทุนบุคลากรและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด บริษัทมีเป้าหมายที่จะกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานรายเดือนภายในปี 2567 โดยอาศัยการปรับโครงสร้างเครือข่าย การลงทุนในระบบอัตโนมัติ และการสนับสนุนทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 33.0% QoQ: อยู่ที่ 1,047.7 ล้านบาท จาก 787.5 ล้านบาทในไตรมาส 1/2566
- รายได้ลดลง 6.6% QoQ: อยู่ที่ 2,923.3 ล้านบาท จาก 3,130.6 ล้านบาทในไตรมาส 1/2566
- ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 2.4% QoQ: อยู่ที่ 3,814.8 ล้านบาท จาก 3,724.2 ล้านบาทในไตรมาส 1/2566
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 15.8% QoQ: อยู่ที่ 448.8 ล้านบาท จาก 387.6 ล้านบาทในไตรมาส 1/2566
- สัดส่วน C2C ต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้น: จาก 42% เป็น 45% ซึ่งช่วยหนุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยให้สูงขึ้น
- การปรับโครงสร้างและการลงทุน: บริษัทอยู่ระหว่างการปรับปรุงเครือข่าย ระบบปฏิบัติการ และการนำระบบคัดแยกอัตโนมัติมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 KEX มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 2,923.3 ล้านบาท ลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 31.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ต้นทุนขายและการให้บริการอยู่ที่ 3,814.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 20.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ขาดทุนขั้นต้นอยู่ที่ 891.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 448.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทรวม 1,047.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 43.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
โอกาส
- การฟื้นตัวของปริมาณการจัดส่ง: คาดการณ์ว่าปริมาณการจัดส่งพัสดุจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลังของปี 2566 จากการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชน และแคมเปญส่งเสริมการขาย เช่น 11/11 และ 12/12
- การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า C2C และระดับบน: การเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มนี้ช่วยหนุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยให้สูงขึ้น และเพิ่มรายได้
- ความร่วมมือกับ SF Express: การสนับสนุนด้านทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และองค์ความรู้จาก SF Express จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและกลยุทธ์ทางธุรกิจ
- การลงทุนในระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี: การนำระบบคัดแยกอัตโนมัติมาใช้และการปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาจัดส่ง และใช้ทรัพยากรได้เต็มที่ขึ้น
- การสนับสนุนทางการเงิน: ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อช่วยให้บริษัทก้าวผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงและลดการขาดทุน
ความเสี่ยง
- การแข่งขันที่รุนแรง: ผู้เล่นรายอื่นในธุรกิจจัดส่งพัสดุมีการลดราคาเพื่อเพิ่มปริมาณการจัดส่ง และเริ่มสร้างเครือข่ายการจัดส่งที่ดำเนินการด้วยตนเอง
- อุปสงค์ที่อ่อนตัว: แม้คาดว่าจะฟื้นตัว แต่สภาวะเศรษฐกิจและการเมืองยังมีความไม่แน่นอน อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้บริการ
- ต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: การขาดแคลนบุคลากรส่งผลให้ค่าจ้างและค่าคอมมิชชันสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับปรุงการดำเนินงาน
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ความผันผวนของความต้องการบริการจัดส่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มปริมาณการจัดส่งในครึ่งปีหลัง: การฟื้นตัวจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่ และจะส่งผลต่อรายได้รวมอย่างไร
- ประสิทธิภาพของการปรับโครงสร้างเครือข่ายและระบบ: การลงทุนในระบบอัตโนมัติและศูนย์กระจายสินค้าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้จริงตามเป้าหมายหรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุน: บริษัทจะสามารถควบคุมต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้อย่างไร
- ความคืบหน้าในการกลับมามีกำไร: การบรรลุเป้าหมายการลดการขาดทุนในปี 2566 และการกลับมามีกำไรในปี 2567
- การขยายบริการตู้ล็อกเกอร์อัจฉริยะ (HiveBox): การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 4/2566 จะสร้างรายได้และผลตอบแทนอย่างไร
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- ปริมาณการจัดส่ง: ลดลงเล็กน้อย 3% QoQ ในไตรมาส 2/2566 เนื่องจากเป็นช่วง Low season และอุปสงค์อ่อนตัว แต่คาดว่าจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง
- รายได้เฉลี่ยต่อหน่วย: มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้า C2C และกลุ่มผู้ใช้บริการระดับบน
- สัดส่วนลูกค้า: C2C เพิ่มขึ้นเป็น 45% (จาก 42% ใน Q2/65) B2C ลดลงเป็น 50% (จาก 55% ใน Q2/65) และ B2B คงที่ที่ 2% (จาก 3% ใน Q2/65)
- ต้นทุนต่อหน่วย: แม้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น แต่การปรับปรุงประสิทธิภาพเครือข่ายและการนำระบบอัตโนมัติมาใช้มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วยในระยะยาว
- จำนวนสาขา/Capacity: ไม่ได้ระบุจำนวนสาขาหรือ capacity ที่ชัดเจน แต่มีการกล่าวถึงการปิดสาขาที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และการปรับปรุงศูนย์กระจายสินค้า
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ลดลง 25.9% YoY อยู่ที่ 8,964.7 ล้านบาท โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 31.7% และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 17.1%
- เงินสดและเงินลงทุนสภาพคล่อง: ลดลง 68.0% YoY อยู่ที่ 692.2 ล้านบาท
- หนี้สินรวม: ลดลง 23.2% YoY อยู่ที่ 4,294.9 ล้านบาท
- ส่วนของเจ้าของ: ลดลง 28.1% YoY อยู่ที่ 4,669.7 ล้านบาท
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (D/E Ratio): เพิ่มขึ้นจาก 0.75 เท่า เป็น 0.92 เท่า บ่งชี้ถึงการพึ่งพาหนี้สินที่สูงขึ้น
- กระแสเงินสด: อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสดติดลบ (-0.39 เท่า) บ่งชี้ถึงการใช้เงินสดจากการดำเนินงานมากกว่าที่สร้างได้
สรุปท้าย
KEX กำลังเผชิญความท้าทายจากรายได้ที่หดตัวและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 2/2566 ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิขยายตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เริ่มปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการเพิ่มราคาเฉลี่ยต่อหน่วยผ่านการเจาะกลุ่มลูกค้า C2C และระดับบน พร้อมกับการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว โดยได้รับแรงหนุนจากการสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยีจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ SF Express การฟื้นตัวของปริมาณการจัดส่งในครึ่งปีหลังจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกกลับมามีกำไรตามเป้าหมายในปี 2567 ซึ่งนักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการปรับโครงสร้างและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิด