เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
BRI กำไร Q2/2566 ลดลง 7.5% เหตุรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์หดตัว
ข่าวสาร

BRI กำไร Q2/2566 ลดลง 7.5% เหตุรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์หดตัว

BRI P/E 18.53 YIELD 2.52
1 อาทิตย์ 03:08 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมวูบ 5.9% แต่รายได้บริหารโครงการพุ่งแรง 563.4% จับตาการรับรู้รายได้ในอนาคต

บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 348.1 ล้านบาท ลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่และยอดขายเติบโต แต่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้จากการบริหารโครงการเติบโตโดดเด่น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงผลประกอบการของ BRI ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิที่ลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 28.4%

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

สาเหตุหลักที่ทำให้รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง มาจากการ โอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง โดยในไตรมาส 2 ปี 2566 มียอดโอนกรรมสิทธิ์รวม 1,340.0 ล้านบาท ลดลงจาก 1,483.6 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ และมียอดขาย (Presale) เติบโต 8% เป็น 2,840 ล้านบาท แต่การรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ยังไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงรายได้รวม คือ รายได้จากการบริหารโครงการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 563.4% เป็น 481.8 ล้านบาท จาก 72.6 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเกิดจากการรวมมือกับพันธมิตรใหม่ในการพัฒนา 10 โครงการ นอกจากนี้ ยังมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยจำนวน 8 บริษัท ซึ่งช่วยเสริมรายได้ในส่วนอื่นๆ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม การลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสนี้ เป็นผลมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลง ซึ่งอาจเป็นผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังทรงตัว และภาวะเงินเฟ้อที่กดดันกำลังซื้อ แม้ว่าบริษัทฯ จะมีกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่การรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ต้องใช้เวลาและขึ้นอยู่กับความพร้อมของลูกค้าและโครงการ

ในส่วนของรายได้จากการบริหารโครงการที่เติบโตสูงนั้น มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนรายได้รวมของบริษัทฯ ได้ต่อเนื่อง หากการร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่ยังคงดำเนินไปได้ด้วยดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาดูยอด Presale และ Backlog ที่จะรับรู้ในอนาคต รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 7.5%: ไตรมาส 2 ปี 2566 กำไรสุทธิอยู่ที่ 348.1 ล้านบาท ลดลงจาก 376.4 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมลดลง 5.9%: รายได้รวมอยู่ที่ 1,553.8 ล้านบาท ลดลงจาก 1,651.9 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์หดตัว 28.4%: มียอดโอนกรรมสิทธิ์ 1,340.0 ล้านบาท เทียบกับ 1,483.6 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้บริหารโครงการพุ่ง 563.4%: เพิ่มขึ้นเป็น 481.8 ล้านบาท จาก 72.6 ล้านบาทในปีก่อน จากการร่วมทุนใหม่ 10 โครงการ
  • ยอดขาย (Presale) เติบโต 8%: ทำได้ 2,840 ล้านบาท
  • เปิดโครงการใหม่ 3 โครงการ: ในไตรมาส 2/2566

ภาพรวมผลประกอบการ

บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI มีรายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 1,553.8 ล้านบาท ลดลง 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,651.9 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 28.4% เป็น 1,062.5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากการบริหารโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 563.4% เป็น 481.8 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 7.5% มาอยู่ที่ 348.1 ล้านบาท จาก 376.4 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • การเปิดตัวโครงการใหม่: บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการในไตรมาส 2/2566 ซึ่งจะช่วยเสริมยอดขายและรายได้ในอนาคต
  • การร่วมทุนกับพันธมิตร: การร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่ในการพัฒนา 10 โครงการ มูลค่า 8,700 ล้านบาท กระจายใน 5 จังหวัด จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตและขยายฐานลูกค้า
  • การตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภค: การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ในโครงการบ้านจัดสรร สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
  • การจัดโปรโมชั่นและแคมเปญ: การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดและแคมเปญสินเชื่อสีเขียว จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ

ความเสี่ยง

  • กำลังซื้อในประเทศทรงตัว: ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 42.9% เป็น 4.8 ล้านบาท จาก 3.3 ล้านบาทในปีก่อน
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 71.4% เป็น 50.0 ล้านบาท จาก 29.2 ล้านบาทในปีก่อน จากการสนับสนุนธุรกิจจากบริษัทใหญ่และการรับพนักงานเพิ่ม
  • ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น: เพิ่มขึ้น 27.8% เป็น 131.8 ล้านบาท จาก 103.1 ล้านบาทในปีก่อน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์: ติดตามการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาสถัดไป ว่าจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่
  • ยอด Presale และ Backlog: จับตาดูยอดขายรอโอน (Backlog) ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต
  • การบริหารต้นทุน: การควบคุมต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
  • การร่วมทุนใหม่: ความคืบหน้าและการรับรู้รายได้จากโครงการที่เกิดจากการร่วมทุนกับพันธมิตร
  • สภาวะเศรษฐกิจ: ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและกำลังซื้อต่อยอดขายในอนาคต

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์: ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,340.0 ล้านบาท ลดลง 28.4% YoY โดยยอดสะสม 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 2,734.4 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.6% YoY
  • Presale: เติบโต 8% ในไตรมาส 2/2566 ทำได้ 2,840 ล้านบาท
  • การเปิดโครงการใหม่: เปิด 3 โครงการใหม่ในไตรมาส 2/2566 และมีแผนขยายธุรกิจสู่จังหวัดใหม่ๆ โดยร่วมทุนกับพันธมิตร 10 โครงการ มูลค่า 8,700 ล้านบาท
  • รายได้บริหารโครงการ: เพิ่มขึ้นโดดเด่น 563.4% เป็น 481.8 ล้านบาท จากการร่วมทุนใหม่ 10 โครงการ
  • ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์: ลดลง 27.1% สอดคล้องกับรายได้จากการขาย
  • ค่าใช้จ่ายในการขาย: เพิ่มขึ้น 2.7% จากการขยายตัวของโครงการ
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: เพิ่มขึ้น 71.4% จากการสนับสนุนธุรกิจและรับพนักงานเพิ่ม

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 16,189.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.1% จากสิ้นปี 2565 โดยหลักมาจากต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 41.1% เป็น 11,260.7 ล้านบาท โดยหลักมาจากหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคาร ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 4,929.1 ล้านบาท จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการจ่ายเงินปันผล

สรุปท้าย

BRI ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการบริหารโครงการ และยอดขาย (Presale) ที่ยังคงเติบโต เป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตา การร่วมทุนกับพันธมิตรใหม่และการขยายธุรกิจสู่จังหวัดใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ขณะที่นักลงทุนควรติดตามแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์และการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทาย

ยังไม่มีความคิดเห็น