SCGD โชว์แกร่งไตรมาส 1/2569 ปรับโครงสร้างผลิตดันกำไรพุ่ง 14% แม้เศรษฐกิจท้าทาย
ไฮไลท์สำคัญ: พลิกเกมด้วยการรวมฐานผลิต
SCG Decor (SCGD) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและเงินเฟ้อระดับสูง โดยบริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ "Consolidate" ฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าดัน Utilization Rate สู่ระดับ 80–90% และลดต้นทุนการผลิตลงให้ได้ 16–20% เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
"การปรับโครงสร้างการผลิตในไทยเป็นกลยุทธ์หลักในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและกำไรในระยะยาว ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ผันผวน"
เนื้อหาผลประกอบการ: กำไรสุทธิโตเด่น 14%
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมี รายได้รวม 5,552 ล้านบาท แม้รายได้จะชะลอตัวลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศและการส่งออกไปยังพม่าและลาว แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท และ EBITDA margin ปรับตัวดีขึ้นเป็น 14.1% (จาก 13.6% ในปีก่อน) ขณะที่ Net Profit Margin อยู่ที่ 4.2% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน
ข้อสังเกต: เจาะลึกตลาดภูมิภาคและสินค้าใหม่
แม้สัดส่วนยอดขายต่างประเทศจะลดลงเหลือ 12% (จาก 14%) แต่ตลาดเวียดนามยังคงเป็นดาวเด่นด้วยการ เติบโตถึง 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังคงรักษาสัดส่วนสินค้ากลุ่ม HVA (High Value Additive) ไว้ที่ 36% พร้อมเร่งขยายพอร์ตสินค้าใหม่ เช่น SPC, สุขภัณฑ์อเนกประสงค์ และกระเบื้องพอร์ตเซเลน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม Price-sensitive ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สรุปทิศทาง: มุ่งเน้นประสิทธิภาพและนวัตกรรม
เป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการเร่งขยายกำลังการผลิตกระเบื้องพอร์ตเซเลนทั้งในไทยและเวียดนาม พร้อมนำเทคโนโลยีออโตเมชั่นมาใช้เพื่อลดต้นทุน โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามองคือความผันผวนของราคาพลังงานโลก นโยบายภาษีในภูมิภาค และการแข่งขันด้านนวัตกรรมสินค้าใหม่ เช่น กระเบื้องเก็บแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวปี 2569–2570
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
Q: ทำไมถึงเลือก Consolidate โรงงานในไทยแทนการไปขยายในเวียดนามที่มีต้นทุนพลังงานต่ำกว่า?
A: เป็นการปรับจาก 4 โรงเหลือ 2 โรง โดยใช้เทคโนโลยีออโตเมชั่นเข้ามาช่วย ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 16–20% และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ดีกว่าการลงทุนใหม่
Q: การลงทุนครั้งนี้กระทบการจ่ายปันผลหรือไม่?
A: ไม่กระทบ เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอจาก EBITDA และกำไรสุทธิที่เติบโตชัดเจน โดยการจ่ายปันผลจะพิจารณาจากกระแสเงินสดจริงเป็นหลัก