บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
CPALL: นักวิเคราะห์ ASPS ยังคงแนะนำ "ซื้อ" แม้มีความไม่แน่นอนจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ
P/E 13.74 YIELD 3.79 ราคา 43.50 (0.00%)
ไฮไลท์สำคัญ
ASPS ยังคงแนะนำ "ซื้อ" CPALL โดยมีราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 59.00 บาท แม้ว่าจะมี sentiment เชิงลบในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คณะกรรมการบริษัทไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัทย่อยเข้าไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจ Virtual Bank ของ ACMH
มติคณะกรรมการและการวิเคราะห์ผลกระทบ
คณะกรรมการที่ไม่มีส่วนได้เสียของ CPALL ไม่เห็นด้วยที่บริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT จะเข้าร่วมกลุ่ม Virtual Bank ของ ACMH ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ CPG มติดังกล่าวยังสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม มติดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียง 3 ใน 4 ในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
ASPS มองว่าผลของการโหวตจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมี 2 กรณี:
- กรณีที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติ: อาจนำไปสู่การขายหรือ Swap หุ้นของ 3 บริษัทย่อยกับหุ้นของ Virtual Bank ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของ CPALL โดยเฉพาะกำไรที่ CPALL รับรู้จาก CPAXT ประมาณ 5.6 พันล้านบาทในปี 2568 หรือประมาณ 20% ของกำไรสุทธิของ CPALL นอกจากนี้ อาจต้องรับรู้ผลขาดทุนในระยะแรกของ Virtual Bank แต่ในระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) หาก Virtual Bank ประสบความสำเร็จ CPALL จะได้รับประโยชน์จากกำไรและ Cross-selling ผ่าน 7-Eleven
- กรณีที่ผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติ: CPALL จะยังคงรับรู้รายได้และกำไรจาก 3 บริษัทย่อยตามปกติ และ CPAXT จะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่จะเสียโอกาสในการลงทุนตามกระแส Fintech
ข้อสังเกตและปัจจัยกดดันราคาหุ้น
แม้ว่ายังต้องรอมติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น แต่ข่าวนี้ถือเป็น sentiment เชิงลบในระยะสั้นต่อ CPALL เนื่องจากโครงสร้างของดีลนี้ยังไม่ชัดเจน โดยมี downside ที่จะทำให้กำไรของ CPALL ลดลง ในกรณีที่โหวตให้โยก 3 บริษัทย่อยออกไปได้ ขณะที่ ผลเชิงบวกต่อกำไรคาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว ASPS เชื่อว่าราคาหุ้นจะถูกกดดันในระหว่างที่ยังไม่มีผลโหวต เนื่องจากนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการปรับโครงสร้างการลงทุนของ CPALL จะขายหุ้นออกมาก่อน
สรุป
ASPS ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" CPALL ที่ราคาเป้าหมาย 59.00 บาท แม้ว่าราคาหุ้นจะถูกกดดันในระยะสั้นจากความไม่แน่นอนในการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับ ผลกระทบเชิงลบในระยะสั้นมากกว่าผลเชิงบวกในระยะยาว