https://aio.panphol.com/assets/images/community/16936_F025AD.png

หุ้น SAK พุ่งแรงในปีงบ 2568! เติบโต 7% กำไรพุ่งขึ้น 4.3% สู่ระดับ 873 ล้านบาท ก่อนวางเป้าขยายพอร์ตลูกหนี้เพิ่มอีก 8–10% ในปี 2569

P/E 8.18 YIELD 5.81 ราคา 3.44 (0.00%)

หุ้น SAK พุ่งแรงในปีงบ 2568! เติบโต 7% กำไรพุ่งขึ้น 4.3% สู่ระดับ 873 ล้านบาท ก่อนวางเป้าขยายพอร์ตลูกหนี้เพิ่มอีก 8–10% ในปี 2569

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) บริษัทศักดิ์สยามลิสซิ่งจำกัด(มหาชน) หรือหุ้น SAK เรียกเสียงปรบมือจากตลาดหลักทรัพย์อย่างหนัก โดยผลประกอบการเติบโตโดดเด่นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 7% จากปีก่อนหน้า โดยเติบโตจากยอดขายทั้งหมด 3,241 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ที่ 2,341 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 4.3% สู่ระดับ 873 ล้านบาท โดยอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่งสุดๆ เท่ากับ 32.0%

แต่ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะเบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและมีโครงสร้างสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการบริหารพอร์ตสินเชื่อให้มีคุณภาพสูง โดยใช้อัตรา Coverage Ratio สูงถึง 150% และควบคุมอัตราหนี้เสีย (NPL)ไว้ไม่เกิน 2.5% นอกจากนี้ยังมีอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ระดับ 5.6% และส่วนต่างดอกเบี้ย (Interest Spread) สูงถึง 18.5% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารเงินเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"เราไม่ได้แค่เติบโตจากยอดขาย เราเติบโตจากคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่ควบคุมหนี้เสียไว้ดีเยี่ยม และเลือกลูกค้าอย่างรอบคอบ"

ในภาพรวมของธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีรถเป็นหลักประกันยังคงเป็นหัวใจหลัก โดยครอบครองสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อถึง 74.7% จากนั้นตามมาด้วยสินเชื่อที่ดินที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง +434 ล้านบาท และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่แม้มี NPL สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแต่อยู่ในระดับควบคุมได้ดีมาโดยตลอด

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไมโครอีเวอร์เตอร์ที่เปิดตัวมาอย่างต่อเนื่อง มีมาร์จิ้นสูงมาก เนื่องจากราคาสินค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษามาร์จิ้นได้อย่างแข็งแกร่ง

"เราใช้กลยุทธ์ Selective Lending เลือกลูกค้าที่มีรายได้มั่นคง เช่น เกษตรกรและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มคุณภาพพอร์ตและลดความเสี่ยงหนี้เสีย"

แม้จะมีความท้าทายบางประการ เช่น การยึดหลักประกันสินเชื่อที่ดินซึ่งซับซ้อนกว่ารถยนต์ และมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนบริษัทให้สินเชื่อต่อจังหวัด (จำกัดเพียง 1 ใน 1 จังหวัด) แต่บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพการเติบโต โดยมีแผนขยายสาขาอย่างน้อยอีก 35 แห่งภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มตัวชี้วัดพอร์ตสินเชื่อสู่เป้าหมายระดับ 15,500–16,000 ล้านบาท และขยายจำนวนสาขาให้เติบโตมาถึง 1,114 แห่งภายในปีนั้น

นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรเช่น Pico Finance เพื่อเพิ่มรายได้จากสินเชื่อและขยายฐานลูกค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 20 สตางค์ต่อหุ้น จากปีก่อนที่อยู่ที่ 18 สตางค์

"เราพัฒนาโครงสร้างสาขาอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นเปิดในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและมีศักยภาพในการเติบโตสูง"

โดยมองภาพรวมเศรษฐกิจปี 2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวจากแรงผลักดันด้านราคาสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ข้าวโพด และปาล์ม โดยภาครัฐสนับสนุนราคาผลผลิตเกษตรพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น ส่งเสริมคุณภาพของลูกหนี้และลดความกดดันในการชำระหนี้

ในระยะยาวบริษัทวางเป้าหมายเติบโตพอร์ตสินเชื่อสู่ระดับ 16,000 ล้านบาทภายในช่วงเวลา 3–5 ปีข้างหน้า โดยยังคงเน้นกลยุทธ์ Selective Expansion และควบคุมความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น สินเชื่อที่ดินและนานโนไฟแนนซ์

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: สินเชื่อที่ดินจะโตมากเหมือนปีก่อนไหม มีหนี้เสียเยอะหรือไม่? การยึดหลักประกันเป็นอย่างไร?
    A: สินเชื่อที่ดินยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะชะลอลงเมื่อสัดส่วนเพิ่มถึง 15% จากปัจจุบัน เนื่องจากมีความยากลำบากในการยึดหลักประกันมากกว่ารถยนต์
  • Q: สินเชื่อโซลารุกท็อปมีโอกาสเติบโตได้มากไหม และมาร์จิ้นอยู่ในระดับที่น่าพอใจหรือไม่?
    A: มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไมโครอีเวอร์เตอร์ที่มีมาร์จิ้นสูง เนื่องจากราคาสินค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง
  • Q: หากบริษัทเน้นสินเชื่อนานโนไฟแนนซ์ในปี 2569 จะมีปัญหาเรื่อง NPL หรือไม่?
    A: NPL สูงกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจอื่นแต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีมาโดยตลอด
  • Q: จะขยายสาขาในปี 2569 กว่า 50 สาขาหรือไม่?
    A: มีแผนขยายสาขาเพิ่มอีกอย่างน้อย 35 แห่ง โดยเน้นเปิดในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
  • Q: มีนโยบายการตัดจำหน่ายหนี้เสียหลังชำระกี่วัน?
    A: พิจารณาเป็นรายกรณี โดยมีเกณฑ์ประมาณ 108 วัน หากลูกค้าไม่ชำระหนี้ตามกำหนด
  • Q: มุมมองเศรษฐกิจปี 2568 และเหตุผลที่ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10–15%?
    A: เหตุผลคือความมั่นใจในศักยภาพของธุรกิจเดิม (6 ธุรกิจหลัก) และแผนขยายสาขาที่จะช่วยเพิ่มพอร์ตสินเชื่อ
  • Q: การตั้ง Cover Ratio 150% เพียงพอหรือไม่?
    A: เพียงพอมาแล้วหลายปี โดยอิงจาก ECL และ NPL อัตราที่ควบคุมได้ดี
  • Q: มีโปรเจกต์ใหม่จะเปิดเผยในไตรมาสแรกของปี 2569 หรือไม่?
    A: เตรียมแผนพร้อมแล้วแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณา
  • Q: การจ่ายเงินปันผลปี 2568 เพิ่มขึ้นไหม?
    A: จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 20 สตางค์ต่อหุ้น จากปีก่อนที่อยู่ที่ 18 สตางค์

โพสต์ล่าสุด