บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
BAM ปี 2568 เติบโตแรง! รายได้สุทธิแตะ 8,759 ล้าน กำไรเพิ่ม 13% ขับเคลื่อนด้วย NPL และโมเดล RPL
P/E 12.84 YIELD 6.94 ราคา 7.20 (0.00%)
BAM ปี 2568 เติบโตแรง! รายได้สุทธิแตะ 8,759 ล้าน กำไรเพิ่ม 13% ขับเคลื่อนด้วย NPL และโมเดล RPL
บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ปิดงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยรายได้รวมแตะระดับ 8,759 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 7,999 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 13% มาอยู่ที่ 1,812 ล้านบาท จาก 1,600 ล้านบาท ในปี 2567 พร้อมกับ Core Profit (กำไรจากการดำเนินงาน) ที่เพิ่มขึ้นจาก 1,640 ล้านบาท เป็น 1,782 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.6% สะท้อนความมั่นคงของโมเดลธุรกิจที่เน้นการบริหารจัดการหนี้อย่างมีระบบ
"เราไม่ได้พึ่งพา Big Ticket อีกต่อไป แต่เติบโตจากโมเดล RPL และการบริหารหนี้ SME ที่ยั่งยืน"
จุดเปลี่ยนสำคัญของ BAM ในปีนี้คือการย้ายโฟกัสจากธุรกิจหนี้ชิ้นใหญ่ (Big Ticket) มาสู่การสร้างรายได้ระยะยาวผ่านกลไกใหม่ เช่น TDR Factory, FA Center และ Business Partnership โดยเฉพาะการนำหนี้ที่เคยถูกจำแนกเป็นหนี้เสีย (NPL) กลับมาสู่ระบบด้วยโมเดล Reperforming Loan (RPL) ซึ่งช่วยผลักดันรายได้รวมจาก NPL/NPA ได้ถึง 17,570 ล้านบาท ในปีเดียว ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนศักยภาพการฟื้นฟูพอร์ตหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ
"การลด DI Ratio จาก 2.18 เหลือ 2.03 แสดงถึงการบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และต้นทุนการกู้ยืม (Cost of Fund) ที่ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.52% เหลือเพียง 3.32%"
ตัวเลขด้านเงินทุนก็สะท้อนความแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (DI Ratio) ปรับลดลงจาก 2.18 เหลือ 2.03 ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืม (Cost of Fund) ลดลงจาก 3.52% เป็น 3.32% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้ และสนับสนุนผลกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในไตรมาสแรกของปี 2568 ทำให้มีแนวโน้มลูกหนี้บางกลุ่มเลื่อนการชำระหนี้และเกิด "Deferred Payment" เพิ่มขึ้น
"เราไม่ได้หวังพึ่งทรัพย์สินชิ้นใหญ่เพียงอย่างเดียว anymore — ธุรกิจชิ้นเล็ก โมเดล JV และ RPL คือหัวใจของความยั่งยืน"
การปรับโครงสร้างพอร์ตหนี้ให้เน้น SME และ Corporate Loan ถึง 59% แทนที่จะพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงอย่างเดียว ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ่านกลไก TDR และ FA Center ที่ช่วยเร่งการฟื้นฟูหนี้ ขณะที่รายได้จากทรัพย์สินชิ้นใหญ่ (Big Ticket) มีเพียง 2 เรื่อง ในปีนี้ ถือเป็นการ “ปิดโครงการ” และไม่ใช่จุดเติบโตหลักอีกต่อไป
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% แต่ ECL ลดลงเหลือ 4,639 ล้านบาท (-2%) — การปรับนโยบายตั้งสำรองและนำ ECL มาเน็ตกับรายได้ช่วยสะท้อน Net Operating Income ที่แท้จริงมากขึ้น
- แผนจ่ายปันผลสองครั้งต่อปี — มีแผนเสนอจ่ายปันผลรวมประมาณ 90% ของกำไรสุทธิ โดยแบ่งเป็นกลางปีและปลายปี
- ลดระยะเวลาระบายทรัพย์ NPA จาก 8.5 ปี เหลือ 7.2 ปี — เป้าหมายในปีถัดไปคือลดลงเหลือ 6.5 ปี โดยใช้กลไก TDR และ FA Center
- มีแผนขายทรัพย์ใหญ่ในครึ่งปีแรก — มีดีลปิดแล้ว 2 เรื่อง รวมมูลค่า 1,000–1,500 ล้านบาท และมีอีก 1,300–1,500 ล้านบาท อยู่ในคิวไตรมาสสอง
- ขยายตลาดไปลาว-เวียดนาม — มีความสนใจจากภาครัฐ และเริ่มจัดทำ White Paper, ทีมงาน Business Development, และ Table Top Meeting กับธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งชาติภูมิภาค
- ความเสี่ยงหลักคือ Deferred Payment จากลูกหนี้รายใหญ่ — มีแผนสำรอง (Plan B) จัดการวงเงินทุนภายในไตรมาสที่ 2–3 เพื่อป้องกันผลกระทบ
- มีแผนขายหนี้ Clean Loan ในไตรมาสสอง — เพื่อลดภาระและต้นทุนการบริหารจัดการ
เป้าหมายระยะสั้น-ยาว: เติบโต AUM จาก 17,700 → 19,000 ล้านบาท ภายใน 12 เดือน
ในระยะสั้น BAM ตั้งเป้าเพิ่ม AUM จาก 17,700 ล้านบาท เป็น 19,000 ล้านบาท และเพิ่มรายได้จาก NPA และ JV Partnership ให้อยู่ที่ประมาณ 7,400 ล้านบาท ส่วนในระยะยาว (3–5 ปี) ตั้งเป้าเติบโต AUM ปีละ 5–6% โดยเน้นธุรกิจ SME และ Corporate Loan พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก RPL และ JV จาก 30% เป็นเป้าหมาย 50% ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ต้องจับตาความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจมหภาค และการแข่งขันจาก AMC ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในลาวและเวียดนาม ซึ่ง BAM ได้เตรียมทีมงานและกลยุทธ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว