https://aio.panphol.com/assets/images/community/16813_E9B907.png

หุ้น TAN ปี 2568: ยอดขายแตะ 3,424 ล้านบาท กำไรสุทธิลดเหลือ 47.2 ล้าน แต่ภาพรวมยังเติบโตด้วยแรงผลักดันจากนักท่องเที่ยวจีนและสาขาใหม่

P/E 25.52 YIELD 6.85 ราคา 3.94 (0.00%)

หุ้น TAN ปี 2568: ยอดขายแตะ 3,424 ล้านบาท กำไรสุทธิลดเหลือ 47.2 ล้าน แต่ภาพรวมยังเติบโตด้วยแรงผลักดันจากนักท่องเที่ยวจีนและสาขาใหม่

หุ้น TAN ปิดปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่าง “การเติบโตของรายได้” กับ “แรงกดดันต่อกำไร” อย่างชัดเจน โดยยอดขายรวมพุ่งแตะระดับ 3,424 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าที่ 3,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบ YoY ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกสำคัญในช่วงท้ายปีที่เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะจากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาใช้จ่ายอย่างคึกคักในไตรมาสที่ 4 ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในประเทศฟื้นตัวชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง

“ยอดขายรวม 3,424 ล้านบาท คือเครื่องหมายว่าธุรกิจยังมีพลังในการดึงดูดลูกค้าได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน จาก 51.8 ล้านบาท ในปี 2567 เหลือเพียง 47.2 ล้านบาท ในปี 2568 หรือลดลง 8.9% ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนและรายการปรับทางบัญชีที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิรวมถึง 42 ล้านบาท แบ่งเป็นการปรับโครงสร้างสินค้าคงคลังในสิงคโปร์ (-3.0 ล้านบาท) การจัดประเภทธุรกิจร้านอาหาร (-23.0 ล้านบาท) และการปรับมาตรฐานบัญชี IFRS ในประเทศจีน เวียดนาม และสิงคโปร์ (-16.0 ล้านบาท) แม้จะมีรายการปรับบวกจาก IFRS ที่ +9.0 ล้านบาท แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการชดเชย

“กำไรสุทธิลดลง 4.6 ล้านบาท แต่ Core Profit เพิ่มขึ้น 25 ล้านบาท — นี่คือความแตกต่างระหว่าง ‘ภาพรวม’ กับ ‘หัวใจธุรกิจ’”

หากแยกวิเคราะห์จากมุมมอง Core vs Non-Core จะเห็นชัดเจนว่าบริษัทหลักยังคงมีพลังในการสร้างกำไร โดยกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) เพิ่มขึ้นจาก 185 ล้านบาท เป็น 210 ล้านบาท หรือเติบโต 13.5% ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น และการฟื้นตัวของยอดขายในกลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในสาขาเดิมที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น POS และระบบ ERP SAP S/4HANA ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานสาขา

“การเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น 12 แห่งในปีนี้ คือการวางรากฐานระยะยาว — แม้จะกระทบกำไรชั่วคราว แต่คุ้มค่ากับการเติบโตในอนาคต”

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนระยะสั้นและระยะยาวที่ชัดเจน โดยเป้าหมายในปี 2569 คือการเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากต่างประเทศให้ถึง 17% ของยอดขายรวม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการขยายฐานลูกค้าไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเวียดนามและสิงคโปร์ ที่คาดว่าจะเห็นจุด break-even ในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ ขณะที่งบลงทุนในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 4–5% ของยอดขายรวม โดยเน้นการขยายแบรนด์เดิมและกลุ่มธุรกิจใหม่

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • สัดส่วนยอดขายจากลูกค้าต่างชาติเท่าใด? ยังคงต่ำกว่า 15% โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวจีนในไตรมาส 4
  • ทำไมยอดขายแฟชั่นเติบโตแต่กำไรลดลง? เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่ในสิงคโปร์และแบรนด์ใหม่ที่ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้เต็มที่
  • ทำไมยอดขายไลฟ์สไตล์ลดลงแม้มีรายได้รวมเพิ่ม? เนื่องจากโครงสร้างค่าใช้จ่ายส่วนกลางถูกย้ายมาอยู่ในบริษัทหลัก (TAN) และรวมยอดขายจากแบรนด์ภายนอกเข้ามาในรายงาน
  • เมื่อไหร่จะเห็น break-even ในเวียดนามและสิงคโปร์? เวียดนามคาดปี 2570 ส่วนสิงคโปร์อยู่ในช่วงที่ 3 และคาดปี 2571
  • มีรายการปรับบัญชีใหญ่ในปี 2577 หรือไม่? ไม่มี บริษัทฯ มีแผนปรับโครงสร้างบัญชีอย่างเป็นระบบและกระจายการปรับในแต่ละไตรมาสสุดท้ายของปี
  • งบลงทุนปี 2569 จะอยู่ที่เท่าใด? ประมาณ 4–5% ของยอดขายรวม โดยเน้นแบรนด์เดิมและกลุ่มธุรกิจใหม่
  • ผลกระทบจากโลหะเงินต่อกำไร? ไม่มีโดยตรง เนื่องจากบริษัทฯ ปรับราคาขายในช่วงปลายปี 2564 และต้นปี 2565 เพื่อลดความเสี่ยง
  • ใช้เวลานานแค่ไหนในการ break-even ของแต่ละแบรนด์? แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ใช้ไม่เกิน 3 ปี ส่วนร้านอาหารใช้ 6–8 ปี

ท้ายที่สุด แม้ภาพรวมกำไรสุทธิจะลดลง แต่การเติบโตของ Core Profit และการขยายตัวของรายได้จากต่างประเทศอย่างมีระบบ แสดงให้เห็นว่า TAN ยังคงเดินหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืน โดยต้องจับตาดูปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท และพฤติกรรมการบริโภคของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า “ความหวัง” จากแผนการขยายต่างประเทศจะกลายเป็น “ผลลัพธ์” ได้จริงหรือไม่

โพสต์ล่าสุด