บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SEAFCO พลิกฟื้นไตรมาส 4 ปี 2568 กำไรสุทธิพุ่ง 140 ล้านบาท อัตรากำไรแตะ 20% จากงานภาครัฐ 70%
P/E 11.36 YIELD 5.00 ราคา 2.40 (0.00%)
SEAFCO พลิกฟื้นไตรมาส 4 ปี 2568 กำไรสุทธิพุ่ง 140 ล้านบาท อัตรากำไรแตะ 20% จากงานภาครัฐ 70%
บริษัท ซีฟโก้จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO โชว์ฟอร์มร้อนแรงในไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยกำไรสุทธิที่แตะระดับ 140 ล้านบาท ซึ่งเป็นการพลิกจากผลขาดทุนในไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยอัตรากำไรสุทธิในไตรมาสนี้พุ่งสูงถึง 20% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมในไตรมาสเดียวกันอยู่ที่ 517,097 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ 117,000 ล้านบาท แสดงถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
"เราไม่ได้แค่ฟื้นตัว — เราเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจให้เข้มแข็งขึ้นด้วยการเน้นงานภาครัฐ 70% และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงในระยะยาว"
ภาพรวมของ SEAFCO ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน โดยบริษัทมุ่งเน้นงานภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 70% ของยอดรวม และมี Backlog คงเหลืออยู่ที่ระดับ 1,800 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความมั่นคงของโครงการในอนาคต โดยเฉพาะงานสำคัญอย่าง รถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่ยังเหลือรายได้อีกประมาณพันกว่าล้านบาท และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้
"งานรถไฟฟ้าสายสีม่วงเหลือรายได้อีกประมาณพันกว่าล้านบาท และคาดว่าจะทำเสร็จภายในปีนี้"
บริษัทยังรับงานใหม่เพิ่มเติมจากโครงการซ่อมแซมโครงสร้างที่สถานีวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นงานเฉพาะทางที่ไม่รวมค่าแรงในสัญญา แต่ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการรับงานบริการเฉพาะด้าน ขณะเดียวกัน SEAFCO กำลังดำเนินแผนปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างเข้มข้น โดยมีแผนปิดบริษัทย่อยในเครือ เช่น สาขาพม่า และ ซิโก้คอนสตรัคชั่น เพื่อเน้นการเติบโตจากงานภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายส้ม ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569
"เราไม่ได้แค่รับงาน — เราสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่ยั่งยืนด้วยความมั่นคงจากภาครัฐ"
ในแง่การดำเนินงาน บริษัทเผชิญกับปัญหาแรงงานขาดแคลนในบางภูมิภาค โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ แต่สามารถบริหารจัดการได้ดีด้วยจำนวนแรงงานประมาณ 450 คนในโครงการปัจจุบัน ส่วนต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 39 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนประมาณ 6–7% หากปรับขึ้นเป็นสองเท่า จะกระทบต้นทุนถึง 12% บริษัทจึงมีการสำรองเงินไว้ประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อเผื่อความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก
"เราไม่ได้หวังโชค — เราเตรียมตัวรับทุกสถานการณ์ ตั้งแต่ราคาน้ำมันไปจนถึงสงคราม"
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- Backlog จะเพิ่มหรือลดในปี 2568? คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากโครงการภาครัฐจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ช่วงรับรู้รายได้
- มีโอกาสได้งานต่างประเทศไหม? มีงานคอนแทรกซ์ในประเทศเพื่อนบ้าน 18 สัญญา แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการจริง เนื่องจากสถานะทางธุรกิจและนโยบายยังไม่พร้อม
- มีแผนจ่ายปันผลในไตรมาสแรกปี 2569 หรือไม่? ยังไม่มีแผน เนื่องจากต้องประเมินสถานะทางการเงินอีกครั้ง
- มีแผนใช้แรงงานจากพม่าหรือกรมประชาไหม? ยังไม่มีแผน เพราะโครงสร้างกฎหมายและสถานะทางธุรกิจยังไม่พร้อม
- ปริมาณคอนกรีตเฉลี่ยต่อวันในเดือนมกราคมอยู่เท่าไหร่? เฉลี่ยได้ 832 คิวต่อวัน
- ราคาน้ำมันดีเซลกระทบต้นทุนแค่ไหน? ส่งผลต้นทุนประมาณ 6–7% หากขึ้นเป็นสองเท่า จะกระทบถึง 12%
- มีโอกาสได้งาน double deck ในปีนี้ไหม? ยังไม่ทราบ เพราะต้องรอสถานการณ์ทางบ้านเมืองและเศรษฐกิจกว้างขวางมาประกอบ
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า SEAFCO ไม่ได้แค่ฟื้นตัวจากผลขาดทุนในอดีต แต่กำลังเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจอย่างลึกซึ้ง โดยเน้นความมั่นคงจากภาครัฐ ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนและเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทำให้ภาพรวมของบริษัทในปี 2568 ดูมั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน