บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SUPER ปี 2568: กำไรสุทธิหดตัว แต่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รายได้รวม 8,388 ล้าน หนี้ลดเหลือ 8,000 ล้าน
P/E 20.99 YIELD 0.00 ราคา 0.11 (0.00%)
SUPER ปี 2568: กำไรสุทธิหดตัว แต่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รายได้รวม 8,388 ล้าน หนี้ลดเหลือ 8,000 ล้าน
บริษัทซุปเปอร์เอนเนอร์ยีคอร์เปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ SUPER ปิดงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน — รายได้รวมลดลงจาก 9,600 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 8,388 ล้านบาท แต่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) พุ่งสูงถึง 2,400 ล้านบาท สะท้อนการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะการขายส่วนบริษัทย่อย เช่น เดซี่ (Daisy) และยาลาย (Yala) เพื่อลดภาระหนี้สินจาก 54,000 ล้านบาทในปี 2567 เหลือเพียง 8,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมกับร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างกลุ่มลาเวนต้าในไทย และอาร์เซนในเวียดนาม เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว
“เราไม่ได้เจรจาเพื่อเอาตัวรอด แต่เจรจาเพื่อสร้างโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงและยั่งยืนในระดับโลก”
แม้กำไรสุทธิจะลดลงเหลือเพียง 112 ล้านบาท จาก 1,320 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบทางบัญชี เช่น สูญเสียจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss), การตัดทอนมูลค่าสินทรัพย์ (Impairment) และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยโลกที่สูง แต่ Core Profit จากธุรกิจพลังงานทดแทน — ทั้งแสงอาทิตย์และลม — ยังคงรักษา EBITDA Margin ได้ถึง 80% มาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความมั่นคงทางธุรกิจที่แท้จริง
“Core Profit ยังคงแข็งแกร่งแม้รายได้รวมลดลง เพราะเราเลือกที่จะขายสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลัก”
ในด้านกำลังการผลิต (Installed Capacity) SUPER มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน โดยมีกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยลดลงจาก 698 เมกะวัตต์ เหลือ 466 เมกะวัตต์ แต่เพิ่มพลังงานลมในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 40 เมกะวัตต์ และรวมทั้งหมดของโครงการทั้งในไทยและเวียดนามแล้วอยู่ที่ 1,483 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวที่จะขยายกำลังการผลิตให้ถึง 1,942 เมกะวัตต์ภายในปี 2569
“เราไม่ได้ขายโครงการเพราะขาดทุน แต่ขายเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น”
ปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเผชิญกับดอกเบี้ยสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในเวียดนามหลังเลือกตั้ง กลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ เพราะเวียดนามกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนไฟฟ้าอย่างรุนแรง ทำให้มีแนวโน้มเร่งอนุมัติ CCA (เชิงพาณิชย์) และคงค่าไฟฟ้าตามสัญญาเดิมที่ได้รับจากเอกสารของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นข้อดีต่อ SUPER โดยเฉพาะโครงการ LN3 ที่ยังอยู่ระหว่างเจรจา แต่คาดว่าจะคลี่คลายภายในไตรมาสที่สองของปีงบประมาณนี้
“สงครามโลกไม่กระทบเรา เพราะเราผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม ไม่ต้องพึ่งเชื้อเพลิงฟอสซิล”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- กำไรสุทธิลดลงเหลือ 112 ล้านบาท แต่ EBIT เพิ่มขึ้นถึง 2,400 ล้านบาท หมายความว่าอย่างไร? ตอบ: กำไรสุทธิลดลงจากผลกระทบทางบัญชี เช่น FX Loss และ Impairment ขณะที่ EBIT แข็งแกร่งขึ้นเพราะ Core Profit จากพลังงานทดแทนยังคงมี EBITDA Margin สูงถึง 80%
- หนี้ลดจาก 54,000 ล้านบาท เหลือ 8,000 ล้านบาท แล้วจะมีความเสี่ยงไหม? ตอบ: หนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ Balance Sheet
- โครงการในเวียดนามยังเจรจา CCA อยู่ไหม? ตอบ: มี CCA แล้วทุกโครงการ เว้นแต่ LN3 ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายภายในไตรมาสที่สองของปีนี้
- มีแผนลงทุนใน Data Center หรือไม่? ตอบ: ยังไม่มีแผนโดยตรง แต่กำลังเจรจากับ Hyper Scalper หลายรายที่ต้องการไฟฟ้ามากกว่า 300 MW เพื่อร่วมลงทุนขายไฟ
- มีแผนขยายกอง SUPER EIF หรือไม่? ตอบ: ยังไม่มีนโยบายชัดเจน ต้องรอให้อัตราผลตอบแทนของกองทุนลดลงถึงระดับเหมาะสมจึงจะพิจารณา
- มีแผนร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ใหม่ไหม? ตอบ: กำลังเจรจากับกองทุนขนาดใหญ่สองรายที่ต้องการเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาว โดยยังไม่มีข้อสรุป
ภาพรวมของ SUPER ในปีงบประมาณ 2568 จึงไม่ใช่เรื่องของ “รายได้เพิ่ม” แต่เป็นเรื่องของ “โครงสร้างที่เปลี่ยนไปอย่างมีกลยุทธ์” — จากการลดหนี้จาก 54,000 ล้านบาท เหลือ 8,000 ล้านบาท การขายสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และการร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก เพื่อสร้างฐานรายได้มั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะผ่านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และลมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลก พร้อมเป้าหมายขยายกำลังการผลิตสู่ 1,942 เมกะวัตต์ภายในปี 2569