https://aio.panphol.com/assets/images/community/16313_6A272F.png

SKE เปลี่ยนโฉมธุรกิจจาก “ผลิตเชื้อเพลิง” เป็น “บริการพลังงานหมุนเวียน” แม้ขาดทุน 265.7 ล้านบาท แต่เห็นแสงสว่างในปี 2570

P/E -100.00 YIELD 0.00 ราคา 0.15 (0.00%)

SKE เปลี่ยนโฉมธุรกิจจาก “ผลิตเชื้อเพลิง” เป็น “บริการพลังงานหมุนเวียน” แม้ขาดทุน 265.7 ล้านบาท แต่เห็นแสงสว่างในปี 2570

บริษัทสากลเอนเนอยีจำกัด (มหาชน) หรือ SKE รายงานผลประกอบการงวดปีบัญชี พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่น่าจับตา โดยมีรายได้รวมลดลงเหลือเพียง 385.43 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 577.82 ล้านบาท หรือลดลงถึง 192.39 ล้านบาท พร้อมขาดทุนสุทธิ 265.70 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความท้าทายทางการเงินอย่างชัดเจน แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ที่วางรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืน

“การขาดทุนในปีนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มีคาร์บอนต่ำและพลังงานหมุนเวียนเป็นแกนหลัก”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ SKE เกิดขึ้นจากการปรับโมเดลธุรกิจจาก “การผลิตเชื้อเพลิง RDF” ไปสู่ “บริการอบลดความชื้นเชื้อเพลิง RDF” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับต้นน้ำ เช่น SCG และปูนซีเมนต์ไทย ที่เริ่มสั่งซื้อในปริมาณ 4,000–4,500 ตันต่อเดือนตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้จากธุรกิจนี้ (N15) เพิ่มขึ้นจาก 73.11 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 78.31 ล้านบาทในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 5.20 ล้านบาท แม้จะยังไม่ครอบคลุมการขาดทุนทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณบวกของโมเดลธุรกิจใหม่ที่มี margin สูง

“เราไม่ได้ผลิตเพื่อขาย แต่เราให้บริการเพื่อเพิ่มคุณค่า — นั่นคือหัวใจของโมเดลใหม่ที่จะขับเคลื่อน SKE ในปี 2570”

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวครั้งใหญ่นี้มาพร้อมกับต้นทุนสูง โดยเฉพาะการตั้ง impairment สินทรัพย์รวม 118.33 ล้านบาท แบ่งเป็นเครื่องจักรที่ใช้งานไม่ได้ 36.00 ล้านบาท และอาคารพร้อมอุปกรณ์ 24.00 ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตจาก “สับ” เป็น “อบ” ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจ PMF (การอัดก๊าซธรรมชาติ) ถูกเลิกดำเนินการสิ้นสุดปี 2567 ส่งผลให้รายได้ลดลง 181.00 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นหายไป 70.00 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การตัดธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์พลังงานสะอาด ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน

“การยอมเสียรายได้ในปีนี้ เพื่อสร้างโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว คือสิ่งที่ SKE ต้องทำ”

ในด้านผลประกอบการขั้นต้น (EBITDA) จาก N15 ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเฉพาะ แต่กรอสโฟฟิศมาร์จินของโรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่ที่ประมาณ 20% และบริการอบลดความชื้นก็อยู่ในระดับใกล้เคียง 18–20% ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับธุรกิจผลิตเชื้อเพลิงเดิม ขณะที่บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่มูลค่า 1,080,000,000 บาท อายุ 11 เดือน ดอกเบี้ย 7.25% เพื่อรองรับภาระการเงิน และชำระคืนหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 แล้ว

“ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโมเดล ธุรกิจของเราตอนนี้คือการบริหารจัดการขยะและพลังงานหมุนเวียนครบวงจร — จากปากพนัง ไปถึงทั่วประเทศ”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • มีการเริ่มต้นบริการอบลดความชื้นจริงหรือไม่? ใช่ เริ่มทดลองปลายปี 2567 และเริ่มรับออเดอร์จริงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 โดยมีลูกค้ารายเดิมอย่าง SCG และปูนซีเมนต์ไทย ใช้งานต่อเนื่องในปริมาณ 4,000–4,500 ตันต่อเดือน
  • มีการไร้ค่าทรัพย์สินหรือไม่? มี impairment รวม 118.33 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเครื่องจักร 36.00 ล้านบาท และอาคารอุปกรณ์ 24.00 ล้านบาท
  • มีแผนขายทรัพย์สินที่ไม่ใช้งานหรือไม่? มีแผนเริ่มต้นที่สถานีสระบุรี และจะขยายไปปทุมธานี โดยเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเสนอราคา แต่ยังไม่มีการประกาศราคาและเวลา
  • กรอสโฟฟิศมาร์จินของบริการใหม่เท่าใด? โรงไฟฟ้าชีวมวลอยู่ที่ประมาณ 20% และบริการอบลดความชื้นอยู่ในช่วง 18–20%
  • มีแผนเติบโตในปี 2569 หรือไม่? พยากรณ์รายได้ปี 2569 จะใกล้เคียงกับปี 2568 เนื่องจากโมเดลเปลี่ยนไป แต่มีโอกาสเติบโตชัดเจนในปี 2570 จากโครงการปากพนังที่จะลงนามสัญญาขาย RDF กับ SCG และปูนซีเมนต์ไทย
  • มีแผนบริหารหนี้หรือไม่? ชำระหุ้นกู้ระยะยาวครบเมื่อ ก.พ. 2568 และออกหุ้นกู้ใหม่มูลค่า 1,080 ล้านบาท อายุ 11 เดือน ดอกเบี้ย 7.25%

แม้ SKE จะขาดทุนสูงถึง 265.70 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 และรายได้รวมลดลง 192.39 ล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์จาก “ผลิตเชื้อเพลิง” สู่ “บริการพลังงานหมุนเวียนครบวงจร” ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่มีความหมาย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงนโยบาย Net Zero by 2050 และการแข่งขันในตลาด RDF จากคู่แข่งอย่าง SCG และปูนซีเมนต์ไทย ที่มีสัญญา Take-or-Pay การเจรจาสัญญาขาย RDF กับกลุ่มดังกล่าวในช่วงเมษายน 2568 จึงเป็นจุดสำคัญที่จะขับเคลื่อนรายได้ในปี 2570 อย่างชัดเจน

โพสต์ล่าสุด