https://aio.panphol.com/assets/images/community/16192_3F311A.png

TEGH เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจสู่พลังงานสะอาด พร้อมเปิด New S-Curve ด้วยกำลังผลิตชีวภาพ 350,000 ตัน/ปี ก่อน IPO TBP ในปี 2569

P/E 6.44 YIELD 6.92 ราคา 3.18 (0.00%)

TEGH เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจสู่พลังงานสะอาด พร้อมเปิด New S-Curve ด้วยกำลังผลิตชีวภาพ 350,000 ตัน/ปี ก่อน IPO TBP ในปี 2569

หุ้น TEGH เริ่มแสดงสัญญาณเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยไม่ใช่แค่การปรับโครงสร้างธุรกิจจากยางธรรมชาติสู่พลังงานชีวภาพ แต่คือการวางรากฐานใหม่เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะผ่านโครงการผลิตเบลแก๊สและไฟฟ้าจากกากอินทรีย์ ซึ่งมีแผนขยายกำลังการผลิตรวมสูงถึง 350,000 ตันต่อปี และจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสสามของปีนี้ พร้อมรองรับทั้งจากเตาเจ็ดและโครงการบริหารจัดการกากพิโตรเคมี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) ที่จะผลักดันให้บริษัทก้าวข้ามข้อจำกัดของธุรกิจยางธรรมชาติที่เคยผันผวนจากปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมันและสงครามโลก

"TEGH ไม่ใช่แค่กลุ่มยางธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นผู้นำธุรกิจครบวงจรในยุคพลังงานคาร์บอนต่ำ"

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นผลจากกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการลด Oil Loss เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ปาล์ม เช่น สตรีมและไฟฟ้า และลงทุนในระบบออโตเมชั่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต แม้จะเผชิญกับอุปสรรคจากกฎหมายพ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ต้องปรับเครื่องจักรบางส่วน ส่งผลให้ระยะเวลาดำเนินงานล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังคงเดินหน้าอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการกากอินทรีย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและ margin สูง

"เริ่มเห็นผลกำไรจากพลังงานชีวภาพในไตรมาสสาม พร้อมเปิด New S-Curve จากการ Spin-off TBP"

หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือแผน Spin-off บริษัท TBP (Thailand Biomass Power) ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว และเตรียมความพร้อมสำหรับ IPO ในช่วงปี พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายสร้าง New S-Curve ให้กับกลุ่ม TEGH ผ่านธุรกิจพลังงานชีวภาพที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ธุรกิจยางธรรมชาติก็ไม่ได้ขาดทุนในปีนี้ เนื่องจากบริหารวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีเป้าหมายรายได้เติบโตเฉลี่ย 10% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า

"ไม่มีแผนออกหุ้นกู้ เพราะรายได้จากการดำเนินงานเพียงพอ และมีกำไรสะสมมากกว่า 300 ล้านบาท"

แม้จะมีความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งที่อาจ kéoยาวถึงสามปี และการเลื่อน EUDR รวมถึงนโยบาย B5/B7 ที่ส่งผลต่อ margin ของปาล์มและยาง แต่ TEGH กลับวางรากฐานความยืดหยุ่นไว้ล่วงหน้า โดยมีแผนรองรับภาระภายแล้งมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนซอร์ซิ่งและการสนับสนุนเกษตรกรเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกัน การจ่ายปันผลปกติในอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 12 พฤษภาคม และรีคอร์ดเด็ดวันที่ 10 มีนาคม ยังคงสะท้อนความมั่นคงทางการเงินของบริษัท แม้จะไม่มีแผนปันผลพิเศษในปีนี้ก็ตาม

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • กำลังการผลิตพลังงานชีวภาพจะเพิ่มขึ้นเท่าใด? บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตรวม 350,000 ตันต่อปี โดยแล้วเสร็จภายในไตรมาสสามของปี พ.ศ. 2568
  • มีแผน IPO TBP หรือไม่? มีแผน Spin-off TBP และเตรียมความพร้อมสำหรับ IPO ในช่วงปี พ.ศ. 2569
  • ธุรกิจยางธรรมชาติขาดทุนไหมในปีนี้? ไม่ขาดทุน เนื่องจากบริหารวัตถุดิบได้ดี และมีเป้าหมายรายได้เติบโต 10%
  • มีแผนออกหุ้นกู้หรือไม่? ไม่มีแผน เนื่องจากมีกำไรสะสมมากกว่า 300 ล้านบาท และรายได้จากการดำเนินงานเพียงพอ
  • ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางจะกระทบอย่างไร? ไม่มีผลกระทบทางตรงต่อการขนส่งลูกค้ายุโรปและอเมริกา แต่มีผลทางอ้อมต่อค่าขนส่งไปยังอินเดีย ซึ่งมีแผนรองรับด้วยการเปลี่ยนเส้นทางและตั้งเวอร์ชันพิเศษ
  • ธุรกิจปาล์มจะเริ่มกำไรเมื่อไหร่? เริ่มเห็นผลในไตรมาสสองของปีนี้ จากการขึ้น Morning และตัวบอยเลอร์ใหม่ รวมถึงผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในไตรมาสสาม

TEGH ไม่ใช่แค่หุ้นที่เปลี่ยนแปลงชื่อเสียงจากกลุ่มยางธรรมชาติ แต่คือการพลิกโฉมธุรกิจสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นพลังงานสะอาดและมูลค่าเพิ่มจากของเสีย โดยมีเป้าหมายระยะยาวภายใน 3–5 ปี ในการเป็นผู้นำด้านพลังงานชีวภาพและบริหารจัดการกากอินทรีย์ในกลุ่มธุรกิจเกษตร พร้อมสร้าง sustainable income จากธุรกิจที่มี margin สูงกว่าธุรกิจยางธรรมชาติอย่างชัดเจน

โพสต์ล่าสุด