https://aio.panphol.com/assets/images/community/16176_6DD967.png

คิงเจน (KGEN) ปี 2568: ขาดทุนเพิ่มแต่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด — ยอดขายรถฟาร์มไลซอนเปิดตัวเดือนธ.ค. ตั้งเป้าขาย 90 คันไตรมาสแรก

P/E -100.00 YIELD 0.00 ราคา 1.63 (0.00%)

คิงเจน (KGEN) ปี 2568: ขาดทุนเพิ่มแต่เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด — ยอดขายรถฟาร์มไลซอนเปิดตัวเดือนธ.ค. ตั้งเป้าขาย 90 คันไตรมาสแรก

บริษัท คิงเจนจำกัด (มหาชน) หรือ KGEN รายงานผลประกอบการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความพยายามเปลี่ยนผ่านอย่างมีระบบจากธุรกิจโลจิสติกส์สู่พลังงานสะอาด โดยมีรายได้รวมลดลงเล็กน้อยจาก 750 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 717 ล้านบาท หรือลดลง 33 ล้านบาท (-2.2%) ทั้งที่ต้นทุนการดำเนินงานลดลงถึง 25% และลดภาระหนี้สินหมุนเวียนได้ 57 ล้านบาท จากการดาวน์ไซส์ธุรกิจขนส่งพาณิชย์อย่างมีกลยุทธ์ พร้อมทั้งขายบริษัทย่อยวาลุกะสำเร็จ รับกำไรเพิ่มเติม 61 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชะลอผลขาดทุนสุทธิที่แตะระดับ -149 ล้านบาท แม้จะยังขาดทุนจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ -131 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจาก -45 ล้านบาทในปีก่อน

"การลดขนาดธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ใช่การถอยหลัง แต่คือการปรับโครงสร้างเพื่อเดินหน้าอย่างมั่นคงในยุคพลังงานสะอาด"

แม้ผลประกอบการจะยังขาดทุน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มเห็นชัดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เมื่อ KGEN เริ่มเปิดตัวการขายรถตู้ไฟฟ้าแบรนด์ Falexon อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม โดยมียอดจองในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 300 คัน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 30 คัน หรือรวม 90 คันภายในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของธุรกิจ Core ที่จะขับเคลื่อนผลประกอบการในอนาคต

"เราไม่ได้ขายแค่รถ — เราขายโซลูชัน Zero Emission สำหรับภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ"

การปรับโครงสร้างธุรกิจยังสะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน: ลดต้นทุนรวมได้ 38 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าจากการประเมินมูลค่ายุติธรรม (Fair Value Adjustment) จากธุรกิจ Falexon ถึง 17 ล้านบาท ขณะเดียวกัน รายได้อื่นที่มาจากดอกเบี้ยและกำไรจากสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้นจาก ~13.8 ล้านบาท เป็น ~17 ล้านบาท แม้จะยังต้องเผชิญกับผลขาดทุนจากโรงงานโอโมดาเอ็กซ์เจคู่ (equity loss) 24 ล้านบาท แต่ภาพรวมของ KGEN เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากธุรกิจที่ติดลบด้วยภาระหนี้ กลายเป็นบริษัทที่มีแผนชัดเจนในการลงทุนในอนาคต

"เป้าหมายคือ 26,000 คันจากกลุ่มเชอร์รี่ภายในปี 2569 และโรงงานระยองต้องผลิตได้ถึง 80,000 คันต่อปี"

ในระยะยาว KGEN วางเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทเชอร์รี่ (Cherry) ที่ตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งหมดถึง 26,000 คันภายในปี 2569 และเสริมกำลังการผลิตที่โรงงานระยองให้สามารถผลิตได้สูงสุด 80,000 คันต่อปี โดยเฉพาะรุ่น Omoda 4 และ Cherry Q4 EV ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็ก-กลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • ยอดจองรถ Falexon ในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปีก่อนเป็นเท่าไหร่? ประมาณ 300 คัน
  • เป้าหมายยอดขายต่อเดือนของ Falexon คือเท่าใด? ไม่ต่ำกว่า 30 คัน หรือรวม 90 คันภายในไตรมาสแรกของปี 2569
  • มีแผนให้เช่ารถกับภาครัฐหรือเอกชนหรือยัง? มีการเจรจาอยู่ในขั้นตอนติดต่อ (approach deal) กับหน่วยงานที่ใช้รถขนาดใหญ่
  • จำนวนพนักงานในโรงงานผลิตรถยนต์มีเท่าใด? ประมาณ 400–500 คน โดยตั้งเป้าคงไว้ในระดับนี้ภายใต้กำลังการผลิต
  • แผนขยายเครือข่ายดีเลอร์มีเป้าหมายเท่าใด? เพิ่มจาก 80–100 ตัวแทน เป็นประมาณ 120 ตัวแทนทั่วประเทศ
  • ผลขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจาก -45 ล้านบาท เป็น -131 ล้านบาท หมายความว่าอย่างไร? สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายชั่วคราว เช่น การขายบริษัทย่อย และการลงทุนใน Falexon ซึ่งจะคืนทุนและสร้างกำไรในระยะกลาง-ยาว
  • ทำไมถึงตั้งเป้าขายรถฟาร์มไลซอน 90 คันในไตรมาสแรก? เพื่อสร้างฐานลูกค้าเริ่มต้นและทดสอบตลาดก่อนขยายเครือข่ายดีเลอร์อย่างเต็มรูปแบบ

KGEN ยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทาย แต่ทุกตัวเลข — ทั้งรายได้, กำไร, ยอดจอง, จำนวนพนักงาน, เป้าหมายดีเลอร์ และแผนการผลิต — ล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน: การเติบโตอย่างมีรากฐานในยุคพลังงานสะอาด โดยเฉพาะเมื่อตลาดเริ่มตอบสนองต่อแนวโน้ม Zero Emission และนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

โพสต์ล่าสุด