https://aio.panphol.com/assets/images/community/15972_D8EBFC.png

PRI จ่อคัมแบ้ค! รายได้พุ่งแรง 33% ดันกำไรสุทธิสดใส Q4/68

P/E 6.87 YIELD 12.50 ราคา 4.00 (0.00%)

PRI จ่อคัมแบ้ค! รายได้พุ่งแรง 33% ดันกำไรสุทธิสดใส Q4/68

บริษัทพรีโมเซอร์วิสโซลูชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผงาดขึ้นเป็นดาวเด่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วยผลประกอบการ Q4 ปี 2568 ที่โดดเด่น รายได้รวมกว่า 1,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างก้าວກว่า 1,452 ล้านบาทจากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการขยายธุรกิจที่แข็งแกร็งและการปรับตัวเข้าสู่ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

ก้าวเดินสำคัญของ PRI คือการพลิกโฟกัสจาก Living Service ไปสู่การให้บริการ Facility Management แบบครบวงจรสำหรับอาคาร Commercial Asset เช่น Office Building, Hotel, Retail Complex และ Industrial Logistics โดยผนึกกำลังกับเทคโนโลยี Data Analytics และ ESG เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

“เรามุ่งเน้นการเติบโตแบบยั่งยืนผ่านการขยายฐานธุรกิจให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ของอสังหาริมทรัพย์ โดยยกระดับบริการจากมาตรฐานสู่ระดับพรีเมียม (Premium Level) ผ่านการปรับโครงสร้างบริการครบวงจรภายใต้ Ecosystem ของ Primo”

แม้กำไรจากการดำเนินงาน (E.B.I.T.) และ Core Profit จะยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่กำไรสุทธิปรับตัวลงเหลือ 33 ล้านบาท จาก 192 ล้านบาทในปี 2567 แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องเผชิญในการบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพภายในองค์กร

การวิเคราะห์ Core vs Non-Core ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจ Pre Living Service (Project Construction Management) ครองสัดส่วนรายได้ประมาณ 40% คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Gross Margin) 24% ส่วน Living Service (Property Management) มีสัดส่วนรายได้ 35% และ Gross Margin 18% ขณะที่ Living and Earning Service (Interior, Furniture, Facility Mgmt.) เป็นม้ามืดด้วยสัดส่วนรายได้ 25% และ Gross Margin ที่น่าประทับใจถึง 34% โดย Backlog ปัจจุบันแสดงให้เห็นสัดส่วน Pre Living ที่ 56.7%, Living Service ที่ 14% และ Living and Earning ที่ 30%

“จุดเปลี่ยนสำคัญคือการย้ายโฟกัสด้านธุรกิจบริหารอาคารชุด (Living Service) ไปสู่การขยายบริการลงสู่ Commercial Asset เช่น Office Building, Hotel, Retail Complex และ Industrial Logistics โดยเน้นการให้บริการ Facility Management แบบครบวงจรพร้อมผสานเทคโนโลยีด้าน Data Analytics และ ESG เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้า”

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ PRI คือกลยุทธ์ที่ได้ผล ทั้งการขยายธุรกิจ Agency Broker ผ่าน Passion Realtor ซึ่งสร้าง Net Profit ที่สูงกว่า Property Management (ประมาณ 15–20%) การเพิ่มทีมงานเฉพาะทางในการขาย Commercial Asset เพื่อสร้าง Pipeline และเพิ่มรายได้จาก Commission รวมถึงการใช้เทคโนโลยี Data Analytics และ Predictive Maintenance เพื่อลด downtime และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ

อย่างไรก็ตาม PRI ยังคงเผชิญกับความท้าทายในการบริหารหนี้สินค้างชำระ (Aging Receivable) โดยตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาชำระหนี้ลงเหลือไม่เกิน 45–60 วัน รวมถึงการปรับโครงสร้างทีมงานให้มีมาตรฐานสูงขึ้นผ่านการจัดตั้ง UPM Academy และการอบรมแบบ Standardized

สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับปานกลาง ส่งผลให้ราคาที่ดินและคอนโดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และคอมมิวนิตี้มอลล์ ก็เป็นแรงเสริมให้ธุรกิจขยายฐานงานได้

เจาะประเด้นร้อน (Q&A)

Q: ส่วนต่างของกลยุทธ์ในการเพิ่ม Net Profit เป็น 13% ในปีนี้คืออะไร?

A: เราเน้นการขยายธุรกิจ Agent โดยเฉพาะผ่าน Passion Realtor เพื่อเพิ่มรายได้จากคอมมิชชั่นที่สูงกว่า Property Management (ประมาณ 15–20%) และยังมีแผนขยายไปยังการขาย Commercial Asset เช่น Office, Hotel และ Warehouse โดยใช้ทีมงานเฉพาะทางที่มีประสบการณ์เพื่อเพิ่ม Pipeline และ Commission

Q: มีแนวทางบริหารจัดการลูกหนี้ประเภทกิจการที่เกี่ยวข้องและค้างชำระเป็นระยะเวลานานอย่างไรบ้าง?

A: มีแผนการชำระหนี้รายไตรมาสชัดเจน และมีการพูดคุยกับลูกหนี้โดยตรงเพื่อกำหนดแผนการชำระตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยหวังให้ Aging Receivable ลดลงเหลือไม่เกิน 45–60 วัน

Q: จะมีการจ่ายผลตอบแทนจากงบประมาณอินทริมหรือไม่?

A: จะพิจารณาจากแผนกำไรอย่างละเอียด และยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 40% ของกำไรสุทธิ โดยในปีที่ผ่านมาจ่ายแล้วมากกว่า 80%

Q: มูลค่าการขาย Residential และ Commercial Asset เพิ่มขึ้นอย่างไร?

A: มูลค่าการซื้อขายคอนโดและที่ดินเพิ่มขึ้นจากความต้องการในตลาดสูงขึ้น โดยเฉพาะในภูเก็ตและขอนแก่น และมีแผนเพิ่มทีมงานเฉพาะทางในการขาย Commercial Asset เพื่อเพิ่ม Commission

Q: ลูกหนี้การค้าในปีนี้ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์หรือทรงตัวอย่างไร?

A: มีแผนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพูดคุยกับ CFO เรื่องแผนชำระหนี้ชัดเจน และหวังให้ Aging Receivable อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

อนาคตของ PRI ดูสดใสด้วยเป้าหมายที่ท้าทายในระยะสั้นที่จะเพิ่มรายได้รวมเป็น 2,000 ล้านบาท และ Net Profit เป็นอย่างน้อย 33–40% โดยเน้นจากธุรกิจ Agent และ Commercial Asset รวมถึงแผนระยะยาวในการพัฒนาเป็นผู้นำด้าน Facility Management ในภาค Commercial และ Industrial โดยขยายไปยังภูมิภาคอีสานและแนวชายฝั่ง เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและยั่งยืน

การควบคุม Aging Receivable การขยายธุรกิจ Agent และ Commercial Asset อย่างสมดุล และการปรับโครงสร้างทีมงานให้มีมาตรฐานสูงขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะผลักดัน PRI ไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต

โพสต์ล่าสุด