https://aio.panphol.com/assets/images/community/15911_11A55D.png

ETL พลิกฟื้นกำไรสุทธิ 21.5 ล้านบาท โต 173% จากขาดทุนปีก่อน ด้วยกลยุทธ์ตู้ควบคุมอุณหภูมิและเส้นทางใหม่ในเอเชียตะวันออกกลาง

P/E 14.45 YIELD 0.00 ราคา 0.50 (0.00%)

ETL พลิกฟื้นกำไรสุทธิ 21.5 ล้านบาท โต 173% จากขาดทุนปีก่อน ด้วยกลยุทธ์ตู้ควบคุมอุณหภูมิและเส้นทางใหม่ในเอเชียตะวันออกกลาง

บริษัทยูโรเอเชียโทเทิลโลจิสติกส์จำกัดมหาชน (ETL) ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยผลงานที่น่าประทับใจ โดยสามารถพลิกสถานการณ์จากขาดทุนในปีก่อนหน้า มาสู่กำไรสุทธิ 21.5 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 173% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างมีระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนตู้ควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) จาก 37% เป็น 89% ภายในปีเดียวกัน พร้อมกับขยายฐานลูกค้าไปยังจีน เวียดนาม และเซ็นทรัลเอเชีย ผ่านโซลูชันใหม่ที่เรียกว่า Coal Chain Supply Solution ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแผนการเติบโตในระยะยาว

"เราไม่ได้แค่ขนส่งสินค้า — เราสร้างโซลูชันที่รักษาคุณภาพสินค้าตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในสายการขนส่งข้ามพรมแดนที่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านอุณหภูมิและเวลา"

รายได้รวมของ ETL ในปี 2568 พุ่งแตะระดับ 1,738 ล้านบาท จากการเพิ่มจำนวนเที่ยวการขนส่งจาก 16,000 เที่ยวในปีก่อน มาเป็น 23,000 เที่ยว หรือเติบโตถึง 42% พร้อมอัตราการใช้งานรถบรรทุกเฉลี่ยอยู่ที่ ~89% โดยเฉพาะในกลุ่มตู้ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร และความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) เพิ่มขึ้นถึง 130% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ระดับ 8.3 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างต้นทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายขายและบริหารผ่านกลยุทธ์ Share Service กับบริษัทแม่ จนสามารถลดต้นทุนได้ถึง 1%

"การใช้ AI และ GPS ช่วยลดเที่ยวเปล่าจากเกือบ 30% เหลือเพียง 15% คือก้าวสำคัญที่ทำให้เรามีความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก"

ETL ยังเห็นการเติบโตของรายได้จากธุรกิจไม่ใช่หลัก (Non-Core Revenue) จากบริษัทร่วมในเวียดนาม และการดำเนินงานร่วมกับกลุ่มบริษัทแม่ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปรับตัวรับมือกับภาวะพลังงานผันผวนด้วยกลยุทธ์ Cost-to-Cost และ Fuel Surcharge ที่ช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับเสถียร แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้าจากเส้นทางเรือมาเป็นเส้นทางดินและหลายโหมด (multi-modal) คือโอกาสที่เราไม่อาจปล่อยให้หลุดมือ"

ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ลูกค้าหันมาใช้เส้นทางขนส่งทางบกแทนเรือเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2568 ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ ETL เร่งขยายเส้นทางไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง มาเลเซีย และรัสเซีย โดยมีลูกค้าประจำอยู่แล้วสองสามรายที่มีสัญญาขนส่งระยะยาว คาดว่าในไตรมาสที่สองของปี 2569 จะเห็นปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของปีก่อนหน้า ส่วนเป้าหมายในไตรมาสแรกของปี 2569 คือการรักษาระดับจำนวนเที่ยวตู้ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 200–250 เที่ยวต่อเดือน โดยเฉพาะเส้นทางไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้ 15–20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • ETL จะรักษาระดับการเติบโตรายได้ที่ 15% ในปี 2569 ได้หรือไม่? — มั่นใจอย่างยิ่ง เนื่องจากจำนวนเที่ยวขนส่งเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีแผนขยายเส้นทางไปยังจีนและเซ็นทรัลเอเชียที่มีขนาดตลาดใหญ่กว่าเดิม
  • กลยุทธ์ลดเที่ยวเปล่าให้ต่ำกว่า 30% ทำได้อย่างไร? — เน้นการใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อดึงสินค้าขากลับจากไทยส่งออก และขยายตลาดเวียดนาม เพื่อสร้างสมดุลของปริมาณสินค้าขาเข้า-ขาออก
  • มีการทดลองขนส่งในเส้นทางเซ็นทรัลเอเชียและรัสเซียแล้วหรือยัง? — มีลูกค้าประจำอยู่แล้วสองสามราย และคาดว่าปริมาณการขนส่งจะเพิ่มเป็นสองเท่าของปีก่อนในไตรมาสที่สองของปี 2569
  • ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางมีมากน้อยแค่ไหน? — มีผลกระทบอย่างชัดเจน เพราะลูกค้าหันมาใช้เส้นทางทางบกแทนเรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สอง
  • อัตรากำไรขั้นต้นจะกลับมาที่ 10–12% ได้หรือไม่? — เน้นการขยายเส้นทางไปยังจีนและเซ็นทรัลเอเชีย และใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากไทยส่งออกสินค้า โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและผลไม้

ETL ยังคงมุ่งเน้นการขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน เพื่อสร้างมาร์เก็ตแชร์ใหม่ และเปิดตัวโซลูชัน Cold Chain Supply ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคอย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ความผันผวนของราคาน้ำมัน และความสามารถในการขยายฐานลูกค้าในเวียดนามและมาเลเซียอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและผลไม้ ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในอนาคต

โพสต์ล่าสุด