บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
หุ้น KBS ปี 2568: รายได้ลด 7.8% กำไรสุทธิร่วง 41% แต่ “อ้อยในประเทศ” เพิ่มเป็น 4.11 ล้านตัน จุดเปลี่ยนที่รอเวลา
P/E 5.58 YIELD 8.77 ราคา 5.70 (0.00%)
หุ้น KBS ปี 2568: รายได้ลด 7.8% กำไรสุทธิร่วง 41% แต่ “อ้อยในประเทศ” เพิ่มเป็น 4.11 ล้านตัน จุดเปลี่ยนที่รอเวลา
บริษัทน้ำตาลครบุรีจำกัด (KBS) ปิดบัญชีปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่สะท้อนความท้าทายอย่างหนักในตลาดน้ำตาลโลก โดยรายได้รวมลดลง 7.8% จาก 11,747 ล้านบาท เหลือเพียง 11,056 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิหดตัวถึง 41% จาก 1,040 ล้านบาท เหลือเพียง 61 ล้านบาทเท่านั้น แม้ปริมาณอ้อยหีบจะพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3.56 ล้านตัน เป็น 4.11 ล้านตัน แต่ผลตอบแทนจากการดำเนินงานยังคงติดลบ เนื่องจากราคาขายสินค้าหลักปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาอ้อยที่ร่วงจาก 1,425 บาทต่อตันในปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1,163 บาทต่อตันในปีนี้
“ปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ราคาตกหนัก — นี่คือความขัดแย้งที่สะท้อนภาพธุรกิจเกษตรอัจฉริยะในยุคที่ต้นทุนไม่ได้ควบคุมด้วยปริมาณ”
แม้รายได้จากผลิตภัณฑ์หลักจะลดลงอย่างชัดเจน — รายได้จากน้ำตาลลดจาก 8,523 ล้านบาท เหลือ 7,675 ล้านบาท และรายได้จากโมราสปรับตัวลงจาก 1,219 ล้านบาท เป็น 1,034 ล้านบาท แต่รายได้จากไฟฟ้ายังคงรักษาไว้ได้ที่ระดับ 782 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าที่ 823 ล้านบาท สะท้อนความพยายามในการกระจายรายได้จากพลอยได้ ขณะเดียวกัน รายได้จากบริการทางการเกษตร (Non-Core) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 809 ล้านบาท เป็น 853 ล้านบาท แสดงถึงศักยภาพในการสร้างรายได้เสริมจากการบริหารจัดการอ้อยในประเทศ
“Core Business เสียหายจากต้นทุนลดแต่ราคาขายตกหนัก ขณะที่ Non-Core เติบโตเล็กน้อย — นี่คือภาพสะท้อนของธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่าน”
ต้นทุนหลักของ KBS ยังคงอยู่ที่ “ค่าอ้อย” ซึ่งลดลงจาก 1,425 บาทต่อตัน เป็น 1,163 บาทต่อตัน แต่แม้ต้นทุนจะลดลง ก็ไม่สามารถช่วยฟื้นกำไรได้ เพราะรายได้รวมลดลงมากกว่า ตัวเลข Core Profit (EBIT) หดตัวจาก 1,747 ล้านบาท เหลือเพียง 993 ล้านบาท หรือลดลง 43% สะท้อนว่าธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากโครงสร้างราคาที่ไม่เอื้อต่อผลกำไรในภาวะตลาดโลกซบเซา โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำตาลโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศใหญ่อย่างบราซิล
“การเพิ่มปริมาณอ้อยในประเทศเป็นก้าวสำคัญ แต่ถ้าไม่มีการควบคุมราคาขายและต้นทุนรวมอย่างรอบด้าน ก็อาจกลายเป็น ‘การผลิตเพื่อผลิต’ แทน”
บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ “Algotopia Ecosystem” เพื่อสร้างระบบนิเวศเกษตรอัจฉริยะ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศให้ถึง 320,000 ไร่ภายใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งหากสำเร็จ จะช่วยลดการพึ่งพาอ้อยจากภายนอก และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทยังสำรวจโอกาส M&A และ JV กับคู่ค้ารายหนึ่งที่ทำธุรกิจจัดเก็บและบรรจุน้ำตาลในแหลมชะบัง โดยมีเงินลงทุนเพียง 25 ล้านบาท แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจน
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- ปัจจัยบวกในปี 2568 มีอะไรบ้าง? ได้แก่ ปริมาณอ้อยหีบเพิ่มขึ้นเป็น 4.11 ล้านตัน (จาก 3.56 ล้านตัน), สภาพภูมิอากาศเอื้อต่อการเพาะปลูก, และการพัฒนา Algotopia Ecosystem ที่ช่วยเสริมความมั่นคงของวัตถุดิบ
- ปัจจัยลบหลักคืออะไร? ราคาอ้อยลดลงเหลือ 1,163 บาทต่อตัน (จาก 1,425 บาท), ราคาน้ำตาลโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง, และการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง
- เป้าหมายระยะสั้นของ KBS คืออะไร? เพิ่มอ้อยในประเทศให้ถึง 320,000 ไร่ภายใน 3 ปี และลดการซื้ออ้อยจากภายนอกเพื่อลดต้นทุนรวม
- KBS มีแผน M&A หรือ JV ไหม? ยังอยู่ในขั้นสำรวจโอกาส โดยเฉพาะกับคู่ค้าที่ทำธุรกิจจัดเก็บ-บรรจุน้ำตาลในแหลมชะบัง ด้วยเงินลงทุนประมาณ 25 ล้านบาท
- ต้นทุนวัตถุดิบในปี 2569 จะเป็นอย่างไร? บริษัทเน้นควบคุมต้นทุนโดยการเพิ่มอ้อยในประเทศ และลดการพึ่งพาภายนอก เพื่อรักษามาตรฐานผลตอบแทนในระยะยาว
แม้ปี 2568 จะเป็นปีแห่งความท้าทายอย่างชัดเจน แต่ KBS กลับวางรากฐานไว้ด้วยปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้นถึง 4.11 ล้านตัน และแผนพัฒนา Algotopia Ecosystem ที่มุ่งสู่ความยั่งยืน จุดเปลี่ยนอาจไม่เกิดในปีนี้ แต่โอกาสในการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญอาจเริ่มขึ้นในปี 2569 หากสามารถควบคุมต้นทุนและปรับโครงสร้างรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ