บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SCGD เผยกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ต่อยอดการเติบโตในตลาดอาเซียน ปี 2568
P/E 9.86 YIELD 6.91 ราคา 4.92 (0.00%)
SCGD เผยกลยุทธ์ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ต่อยอดการเติบโตในตลาดอาเซียน ปี 2568
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview)
ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2568 พบว่า:
- ยอดขายติดลบ 12%
- EBITDA ติดลบ
- กำไรลดลง
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบ:
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย
- ค่าเงินบาทที่แข็งค่า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา Core Performance โดยตัดรายการค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างและผลกระทบจาก FX จะพบว่า:
- ยอดขายยังคงลดลง แต่ใน Q2 ลดลง 8%
- EBITDA มีทิศทางเป็นบวกมากขึ้น ทั้ง Q on Q และ Year on Year
- กำไรเติบโตขึ้น Q on Q 19% และ Year on Year 6%
โดยสรุป แม้ว่ายอดขายจะได้รับผลกระทบ แต่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทยังคงเติบโตได้ดี
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities)
บริษัทมองเห็นโอกาสในการเติบโตในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ:
- เวียดนาม: มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน
กลยุทธ์ที่ใช้ในการคว้าโอกาส:
- ใช้เวียดนามเป็น Export Hub:
- ใช้ความสามารถในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในกลุ่ม
- ความสามารถในการแข่งขันเทียบเท่า World Class
- เติบโตในกลุ่มสินค้ากระเบื้องไซส์ใหญ่ (Gres Porcelain):
- ลงทุนในเวียดนามเพื่อผลิตกระเบื้อง Gres Porcelain ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่
- ผลักดัน New Growth ในประเทศไทย:
- เน้นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์
- ผลักดัน HVA ของบริษัท:
- เพิ่มทั้ง Top Line และ Margin
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges)
ความเสี่ยงหลักที่บริษัทกำลังเผชิญ:
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทย
- ความผันผวนของค่าเงินบาท
- ความเสี่ยงด้านการแข่งขันในตลาด
- ความผันผวนทางด้านภาษี
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation)
วิธีการที่บริษัทใช้ในการแก้ไขปัญหา:
- มุ่งเน้นการเติบโตในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ
- ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
- ปรับโครงสร้างองค์กรและลด Working Capital
- สร้างความร่วมมือกับ Global Partner เพื่อพัฒนา Design และ Quality
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends)
แนวโน้มของธุรกิจในอนาคต:
- การเติบโตจะมาจากตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม
- บริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
- การใช้พลังงานสะอาดและ Biomass จะช่วยลดต้นทุน
วิสัยทัศน์และเป้าหมายระยะยาว:
- เป็นผู้นำในตลาดอาเซียน
- สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session) [นาทีที่ 42:40]
-
คำถาม: แนวโน้มยอดขายในครึ่งปีหลังเทียบกับครึ่งปีแรกและ Year on Year Q on Q จะดีขึ้นหรือไม่ เพราะอะไร?
คำตอบ: ต้นปีตั้งเป้าเติบโต 5% แต่สถานการณ์ผันผวน โดยเฉพาะตลาดไทยที่ contribution เยอะ ทำให้ยอดขายชะลอตัว ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่า อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรหรือ EBITDA น่าจะเติบโตจากปีที่แล้วได้ ถึงแม้ยอดขายจะชะลอตัวลง ประมาณ 5-8% แต่ความสามารถในการทำกำไรน่าจะเติบโตจากปีที่แล้วได้
-
คำถาม: ในครึ่งปีหลังมีแผนการลงทุนอย่างไรบ้าง?
คำตอบ:
- การลดต้นทุนทำต่อเนื่อง
- ปรับปรุงหรือเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อจับตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในเวียดนาม
- มีโครงการ M&A ที่ประกาศไว้ ก็คงเดินหน้า แต่ถ้ามี ความคืบหน้าหรือความชัดเจนมากกว่านี้ จะมานำเรียนให้ทราบ
-
คำถาม: เป้าหมายรายได้ของปีนี้ จะมีการปรับไหม การตั้งเป้าเติบโตเท่าไหร่?
คำตอบ: ช่วงต้นปีตั้งเป้าเติบโต 5% แต่จากสถานการณ์วันนี้ โดยเฉพาะตลาดที่เมืองไทยที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง ก็คิดว่ายอดขายอาจจะไม่เติบโตจากปีที่แล้ว แต่เน้นเรื่องกำไร คิดว่าน่าจะทำได้และมีการเติบโตให้เห็น
-
คำถาม: นอกเหนือจากเป้ารายได้เติบโต 2 เท่า ในปี 2030 มีคำถามที่เติบโตขึ้นไปอีกว่า มุมมองมีมุมมองยังไงบ้างในอีก 10 ปีข้างหน้า ในแง่ของ Demand ในแง่ของ Growth Disruption หรือ Expansion ของธุรกิจที่ SCGD อยู่?
คำตอบ:
- 10 ปีอาจจะไกลไปนิดนึงเพราะว่าสถานการณ์ทุกวันนี้แทบจะมองกันเป็นรายอาทิตย์รายวันซะด้วยซ้ำไป แต่ว่าเรามีแผนอย่างนี้ เนื่องจาก SCGD เนี่ย เราเป็น ASEAN Player
- ไม่ใช่แค่บริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศไทย แต่มีโครงสร้างรายได้จากต่างประเทศพอสมควร ประมาณสัก 30 กว่าเปอร์เซ็นต์
- 5 ปีข้างหน้า เห็นชัดเจนว่าเมืองไทยจะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตไม่มากนัก แต่ต่างประเทศโดยเฉพาะเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มีสัญญาณการเติบโตที่ชัดเจน เพราะว่าโครงสร้างประชากรต่างๆ ค่อนข้างที่จะ positive และมีความต้องการบ้านและที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้นเยอะแน่นอน
- SCGD จะมุ่งเน้นการเติบโตไปที่ regional หรือว่าต่างประเทศนอกประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจหลักๆ โดยเฉพาะที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเรามีฐานการผลิตใหญ่และก็มีแชร์เป็นอันดับหนึ่ง
- ไทยจะใช้ความเข้มแข็ง ขยายในกลุ่มสินค้าที่เป็น New Growth และประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา หรือว่า CLM เป็นฐานที่รวมถึงประเทศไทย ก็จะเป็นกลุ่มประเทศที่จะช่วยดึงให้ธุรกิจของเรามี growth ในระยะประมาณสัก 3-5 ปีข้างหน้า
-
คำถาม: ความกังวลเรื่องของสงครามที่ว่า สงครามในประเทศ ถ้าหากว่า issue ทั้งหมดเนี่ยเริ่ม เริ่มคลี่คลายลง แล้วจะมีดีมาในเรื่องของการฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนเข้ามา ทีนี้เนี่ยทาง SCGD มองโอกาสตรงนี้ยังไงบ้าง?
คำตอบ:
- ตอนนี้มี issue ทางด้าน เรากับเพื่อนบ้านทางเขมร ยอดขายที่ไปเขมรไม่เยอะมาก
- ถ้าสงบลง มีการเตรียมการ และคุยกับลูกค้า หาทางที่จะส่งสินค้าเราเนี่ยเข้าไปในตลาด ในตลาดหลักของเรานั้น โดยเฉพาะในประเทศเขมร ให้เร็วที่สุด
- ถ้าจบเร็วก็กระทบไม่มาก ทุกอย่างคงกลับมาได้หมด เพราะตอนนี้สินค้าที่นู่นก็ขาดพอสมควร
- การฟื้นตัวของประเทศพม่า หลังจากที่เขามีแผ่นดินไหวเนี่ย อันนี้ก็อยู่เป็นสัญญาณบวก เราก็น่าจะ capture เรื่องของตัวตลาดที่จะมี demand พีคขึ้นมาได้ในปลายปีนี้กับต้นปีหน้าได้ อันนี้ก็จะเป็นตัวช่วยสำหรับตลาดในประเทศไทยที่ชะลอตัวด้วย เพราะว่าสินค้าที่เราไปพม่าหลักๆ เนี่ย มาจากประเทศไทยไปจากประเทศไทย
-
คำถาม: ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้ของเราเหมือนกันค่ะ ว่าเราเนี่ยมีโอกาสที่จะลงทุนในธุรกิจนี้เพิ่มเติมหรือไม่ค่ะเนี่ยนะ
คำตอบ:
- ที่ดินที่นิคมอุตสาหกรรมตอนนี้ก็เหลือไม่มาก ขายได้อีกไม่เยอะมาก
- มีที่ดินที่รอบๆ นิคม ซึ่งพอที่จะพัฒนาได้ ก็อยู่ในแผนที่เราจะพัฒนากลุ่มพวกนี้ต่อไป
- ต้องไปทำ การเปลี่ยนผังแผนผังการใช้ที่ดินสักระยะนึง แล้วก็น่าจะกลับเข้ามาทำเรื่องของตัวเป็น commercial ได้อีกระยะนึง พอมีโอกาสแต่นิคมเดิมเนี่ยเราคงขยายได้ได้ค่อนข้างจำกัดแล้ว
โดยสรุป SCGD มีความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในตลาดอาเซียน โดยใช้ความแข็งแกร่งด้านการผลิตและ Brand ที่มีอยู่ พร้อมทั้งปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว