TRUE
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

สรุปงบการเงิน

ไตรมาสที่ 4 ปี 2568

สรุปสั้น

ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล


ผู้เขียน

สรุปด้วย AI(O) BOT

## บทความสรุปผลประกอบการของ หุ้น TRUE บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประจำปี 2568 และ ไตรมาส 4 ปี 2568

**1. สรุปรายได้รวม:**

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวน 4.0 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการทำกำไรสุทธิต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สี่ติดต่อกัน โดยมี EBITDA อยู่ที่ 27.8 พันล้านบาท หากนับตั้งแต่ควบรวมกิจการ บริษัทมี EBITDA เพิ่มขึ้น 8.4 พันล้านบาท (ร้อยละ 43) หากไม่รวมรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน และคงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทได้เสนอการจ่ายเงินปันผลประจำปี โดยพิจารณาจากผลกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงสามเดือนหลังของปี 2568 เป็นจำนวน 4.1 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 104 หรือร้อยละ 68 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุง ดังนั้น เงินปันผลทั้งหมดของปี 2568 คิดเป็นจำนวน 10.7 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 116 หรือร้อยละ 56 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุง (หน้า 1)

ตลอดปี 2568 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างความก้าวหน้าอย่างโดดเด่นทั้งด้านการเงิน การดำเนินงาน และกลยุทธ์องค์กร บริษัทสามารถรักษาสถานะความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงการประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกหลังการควบรวมกิจการ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้นและทิศทางผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านการดำเนินงาน การแล้วเสร็จของการรวมเสาสัญญาณภายใต้โครงการ ONE Network ถือเป็นพัฒนาการสำคัญหลังการควบรวม ส่งผลให้บริษัทสามารถรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่เป็นหนึ่งเดียว อีกทั้งการประสบความสำเร็จจากการประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งส่งผลให้ทรูเป็นผู้ให้บริการที่มีชุดคลื่นความถี่ครอบคลุมและครบมากที่สุดในไทย การรวมโครงข่ายให้เป็นหนึ่งเดียวช่วยยกระดับเสถียรภาพการให้บริการ และสนับสนุนการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมภายนอกที่ท้าทาย บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางบริการที่ไม่ซับซ้อนและเป็นหนึ่งเดียว (หน้า 1)

ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้วางรากฐานการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมความพร้อมให้บริษัทในการยกระดับผลการดำเนินงานในปี 2569 ตัวชี้วัดด้านประสบการณ์ลูกค้าแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ โดยคะแนน NPS ปรับตัวดีขึ้นประมาณร้อยละ 28 เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพการให้บริการและกระบวนการดูแลลูกค้า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าอย่างมีวินัย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นหลัก ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการสุทธิกลับมาเป็นบวก ควบคู่กับอัตราการยกเลิกบริการที่ลดลง ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน โครงการปรับโครงสร้างองค์กรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ประมาณร้อยละ 45 นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ ผ่านโครงสร้างองค์กรที่กระชับและการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัวมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังได้ยกระดับความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายที่แข็งแกร่งด้วย 5G ที่ครอบคลุมร้อยละ 94 ของประชากร และความเร็ว 5G ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 ตอกย้ำความได้เปรียบด้านคุณภาพเครือข่าย ผลการดำเนินงานด้านผู้ใช้บริการมีทิศทางการปรับตัวที่ดีขึ้น โดยจำนวนผู้ใช้บริการสุทธิรายไตรมาสกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 4 ปี 2568 สนับสนุนจากความพึงพอใจของลูกค้าที่สูงขึ้นและคุณภาพเครือข่ายที่แข็งแกร่งขึ้น ปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนถึงรากฐานเชิงโครงสร้างที่มั่นคงยิ่งขึ้นทั้งในด้านประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความเป็นผู้นำด้านเครือข่าย ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตและการขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบริษัทในปี 2569 ต่อไป (หน้า 1)

ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสามปีแห่งการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการที่สำคัญ โดยถ่ายทอดทิศทางเชิงกลยุทธ์สู่การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านชุดกลยุทธ์ “Big Moves” ที่ครอบคลุมด้านประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience), การเติบโตของธุรกิจ (Business Growth), AI และ บุคคลากร (People) กลยุทธ์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมดั้งเดิมสู่การเป็นบริษัท telco-tech ชั้นนำของประเทศไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีพอร์ต โฟลิโอบริการดิจิทัลที่หลากหลาย และการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นแกนหลักของการเติบโต ในด้านการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า บริษัทมุ่งสร้างความเป็นผู้นำด้านโครงข่ายด้วย 5G ประสิทธิภาพสูง ยกระดับโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าแบบ Digital First อย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดอัตราการยกเลิกบริการและยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ในด้านการเติบโตของธุรกิจ ทรูมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในตลาดลูกค้าบุคคลและองค์กร ผ่านการขยายบริการ Convergence ที่เน้นครัวเรือนเป็นศูนย์กลาง และการขยายการให้บริการ Beyond Connectivity อาทิ ความบันเทิง โซลูชัน Home AI ความปลอดภัยไซเบอร์ และเกมมิ่ง รวมถึงการพัฒนาบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรระยะยาวด้านโซลูชันสำหรับองค์กร ผ่านชุดโซลูชันดิจิทัลที่ครอบคลุมการวิเคราะห์ข้อมูล AI ความปลอดภัย แพลตฟอร์มแบบครบวงจร คลาวด์ และ 5G (หน้า 2)

นอกจากนี้ ทรูยังต่อยอดความสำเร็จด้าน AI อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการบริหารโครงข่ายอัจฉริยะ ผู้ช่วยเสมือน “Mari” และระบบ Hyper-Personalization ที่ช่วยเพิ่มอัตราการตอบรับบริการ และ รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ทรูกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบภายใต้โครงสร้างทีมผู้นำชุดใหม่ โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะด้าน AI กลไกการเติบโตใหม่จาก AI และการขยายประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วย AI ควบคู่ไปกับการลงทุนพัฒนาด้าบุคลากร ทักษะดิจิทัล และศักยภาพด้านผู้นำ ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างกำลังคนที่พร้อมสำหรับอนาคตซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยกลยุทธ์ Big Moves เหล่านี้ทำงานประสานกันเป็นแผนงานเดียวกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงข่าย เปิดโอกาสแหล่งรายได้มูลค่าสูง เพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว และตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย (หน้า 2)

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานรายได้รวมที่ 195,669 ล้านบาท ในปี 2568 ลดลงร้อยละ 5.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้รวมที่ 47,407 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้ค่าเช่าโครงข่ายที่ลดลงตามการสิ้นสุดของสัญญาการจัดการคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2568 รวมไปถึงรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT ที่ลดลง (หน้า 3)

รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC ในปี 2568 อยู่ที่ 164,819 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้ในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 41,194 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลงร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับปีก่อน และคงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา (หน้า 3)

**2. สถานการณ์เศรษฐกิจ:**

สภาวะเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2568 การขยายตัวได้รับการสนับสนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการรัฐ “คนละครึ่ง” ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวตามแรงหนุนของช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสนี้ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหลักจากราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องตลอดทั้งปี การแข่งขันในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง โดยผู้ให้บริการยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับในด้านคุณค่าและการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงมีความระมัดระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ของภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (หน้า 2)

**3. การเปลี่ยนแปลงในรายได้และกำไร:**

ในปี 2568 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มีรายได้จากการให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ อยู่ที่ 130,104 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานรายได้จากการให้บริการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ 32,685 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน รายได้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนมีสาเหตุหลักมาจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศที่ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนรายได้เพิ่มขึ้นเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลและจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น (หน้า 3)

ณ สิ้นปี 2568 ผู้ใช้บริการระบบรายเดือนลดลงประมาณ 51,000 ราย หรือร้อยละ 0.3 จาก ณ สิ้นปี 2567 แต่เพิ่มขึ้นประมาณ 99,000 ราย หรือร้อยละ 0.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 15.2 ล้านราย ผู้ใช้บริการระบบเติมเงินลดลง 1.9 ล้านราย หรือร้อยละ 5.4 จาก ณ สิ้นปี 2567 แต่เพิ่มขึ้นประมาณ 4.8 แสนราย หรือร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 32.4 ล้านราย ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดลดลง 1.9 ล้านราย หรือร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 แต่เพิ่มขึ้น 5.8 แสนราย หรือร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีฐานผู้ใช้บริการรวมเป็น 47.5 ล้านราย ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 17.1 ล้านราย (หน้า 3)

รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการระบบรายเดือน ในไตรมาส 4 ปี 2568 ลดลงร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 422 บาท ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการระบบรายเดือนลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 423 บาท รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการระบบเติมเงิน ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 2.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 133 บาท ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการระบบเติมเงินเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 127 บาท รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการแบบเฉลี่ย (Blended ARPU) ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 225 บาท ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้ต่อผู้ใช้บริการรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 220 บาท (หน้า 3)

ในปี 2568 ธุรกิจออนไลน์มีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 25,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า โดยได้รับการหนุนมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้งาน สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ธุรกิจออนไลน์มีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 6,390 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าจากการเติบโตของผู้ใช้บริการ แต่ลดลงร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 3 ปี 2568 สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 จำนวนผู้ใช้บริการในธุรกิจออนไลน์ ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยไม่รวมลูกค้าบรอดแบนด์ที่ไม่มีการใช้งาน และลูกค้าองค์กร (B2B) และได้มีการปรับข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567 จำนวนผู้ใช้บริการในธุรกิจออนไลน์ สำหรับไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 3.3 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 500 บาท และในไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่คงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 498 บาท ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกมีรายได้จากการให้บริการ ในปี 2568 อยู่ที่ 6,032 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการลดลงของรายได้จากการสมัครสมาชิกและสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก (EPL) ที่สิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2568 สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้จากการให้บริการธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกอยู่ที่ 1,308 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนจากการสูญเสียสิทธิ์การถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก (EPL) และ ลดลงร้อยละ 24.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนจากธุรกิจดนตรีและบันเทิงที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในไตรมาส 3 ทั้งนี้ จำนวนผู้ใช้บริการลดลงร้อยละ 14.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 3.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็น 1.1 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 4 ทั้งนี้ ในปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU ) ลดลงร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบปีก่อนหน้า อยู่ที่ 283 บาท สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการลดลงร้อยละ 18.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเป็น 255 บาท (หน้า 3)

ในปี 2568 รายได้จากการเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากอัตราค่าบริการเชื่อมต่อโครงข่าย (interconnection rates) ที่ต่ำลง สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้จากการเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 255 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน รายได้ค่าเช่าโครงข่าย ในปี 2568 อยู่ที่ 10,893 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้จากการสิ้นสุดของสัญญาการจัดการคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2568 ภายหลังจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้ค่าเช่าโครงข่ายอยู่ที่ 201 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 96.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ ร้อยละ 86.6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน รายได้จากการขาย ในปี 2568 อยู่ที่ 18,957 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,757 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการได้รับประโยชน์จากการเปิดตัว iPhone (หน้า 3)

ต้นทุนขายและการให้บริการ:

* ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายในปี 2568 อยู่ที่ 90,643 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (acquisition of spectrum) และการเกิดผลประโยชน์หลังการควบรวม สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 19,581 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และร้อยละ 3.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (หน้า 4)
* ค่าใช้จ่ายด้านการกำกับดูแล ในปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 5,154 ล้านบาท เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอัตราที่แท้จริง (effective rate) ตลอดปี ให้สอดคล้องกับการสิ้นสุดข้อตกลงในการใช้คลื่นความถี่ร่วมกับ NT สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ค่าใช้จ่ายด้านการกำกับดูแลอยู่ที่ 1,292 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (หน้า 4)
* ค่าใช้จ่ายเชื่อมต่อโครงข่าย ในปี 2568 ลดลงร้อยละ 7.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1,286 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 ค่าใช้จ่ายเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 320 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงที่ร้อยละ 12.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (หน้า 4)
* ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่าย ในปี 2568 อยู่ที่ 13,150 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 2,790 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 9.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายเป็นผลจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) (หน้า 4)
* ค่าเช่าใช้คลื่นความถี่ ในปี 2568 อยู่ที่ 14,319 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 47.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามการสิ้นสุดของสัญญาการจัดการคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2568 หลังการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ส่งผลให้บริษัทไม่มีต้นทุนค่าเช่าคลื่นความถี่นี้อีกต่อไป (หน้า 4)
* ต้นทุนการให้บริการอื่น ในปี 2568 อยู่ที่ 17,252 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 ต้นทุนการให้บริการอื่นอยู่ที่ 4,158 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่มาจากการประหยัดต้นทุนสุทธิจาก EPL (หน้า 4)
* ต้นทุนขาย ในปี 2568 อยู่ที่ 19,261 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 ต้นทุนขายอยู่ที่ 5,757 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สอดคล้องกับการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น (หน้า 4)
* ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ในปี 2568 อยู่ที่ 20,221 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 5,264 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย outsource และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (หน้า 4)

ในปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 105,026 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,883 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.0 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (acquisition of spectrum) และการเกิดผลประโยชน์หลังการควบรวม ในไตรมาส 4 ปี 2568 EBITDA อยู่ที่ 27,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,602 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 870 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (หน้า 5)

การเติบโตของ EBITDA ในไตรมาส 4 ปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์เต็มไตรมาสหลังการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (acquisition of spectrum) ซึ่งมีรายละเอียดตามด้านล่าง: (หน้า 5)

1. การได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2300MHz และ 1500MHz มูลค่า 26.4 พันล้านบาท เป็นระยะเวลา 15 ปี มีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายซึ่งส่งผลดีต่อ EBITDA จำนวน 7.1 พันล้านบาทต่อปี โดยมีค่าตัดจำหน่ายจากสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจำนวน 1.8 พันล้านบาทต่อปี (หน้า 5)
2. การสิ้นสุดของสัญญาการจัดการคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้รายได้ค่าเช่าโครงข่ายลดลง รวมถึงการยุติการชำระค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่ให้กับ NT ตามที่คาดการณ์ไว้ มีส่วนช่วยในการประหยัดค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ข้างต้น (หน้า 5)
3. ตามข้อตกลงที่มีอยู่เดิม สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz ได้ถูกโอนให้กับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) ส่งผลเกิดการลดลงของค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นผลดีต่อ EBITDA จำนวน 3 พันล้านบาทต่อปี (หน้า 5)

นับตั้งแต่ควบรวมกิจการ บริษัทมี EBITDA เพิ่มขึ้น 8,374 ล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของรายได้ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และวินัยทางการเงิน โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการสำหรับปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 63.7 เพิ่มขึ้น 4.6 จุดจากปีก่อนหน้า ในไตรมาส 4 ปี 2568 อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ร้อยละ 67.5 เพิ่มขึ้น 6.9 จุดจากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 2.2 จุดจากไตรมาสก่อน (หน้า 6)

ในปี 2568 ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 68,606 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับในไตรมาส 4 ปี 2568 ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ 17,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ลดลงร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทั้งนี้ ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายได้รับผลกระทบจากการตัดจำหน่ายคลื่นความถี่ที่ได้มาใหม่ นอกจากนี้ ภายหลังจากการโอนสินทรัพย์ไปยังกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) สินทรัพย์ให้เช่าได้ถูกจัดประเภทใหม่ โดยมีการรับรู้เป็นค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 เป็นต้นไป (หน้า 6)

ดอกเบี้ยจ่าย ในปี 2568 อยู่ที่ 17,971 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับในไตรมาส 4 ปี 2568 ดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ 4,463 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลงร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากคลื่นความถี่ที่ได้มาใหม่และการโอนสินทรัพย์ไปยังกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ในไตรมาส 4 ปี 2568 ลดลง 0.2 จุดเมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 จุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อยู่ที่ร้อยละ 3.8 (หน้า 5)

ในปี 2568 บริษัทรายงานผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทอยู่ที่ 9,240 ล้านบาท กำไรสุทธิดังกล่าวส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (ไม่กระทบเงินสด) จำนวน 10,893 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยการด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกิดจากการปรับปรุงเครือข่ายให้ทันสมัยจำนวน 7,964 ล้านบาท การด้อยค่าจากการลงทุน 2,418 ล้านบาท การด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการใช้งานคลื่นความถี่ 850 MHz จำนวน 1,508 ล้านบาท กำไรทางภาษีจำนวน 2,315 ล้านบาท การด้อยค่าค่าความนิยมประจำปีจำนวน 497 ล้านบาท และ กำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 451 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากรายการพิเศษดังกล่าว กำไรสุทธิหลังภาษีของปี 2568 จะอยู่ที่ 19,219 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทรายงานผลกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทอยู่ที่ 4,003 ล้านบาท กำไรสุทธิในไตรมาสนี้ได้รับผลกระทบจากรายการพิเศษ (ไม่กระทบเงินสด) จำนวน 2,073 ล้านบาท ซึ่งประกอบไปด้วยการด้อยค่าการลงทุนจำนวน 2,418 ล้านบาท, การด้อยค่าสินทรัพย์ส่วนเกินที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงข่ายจำนวน 1,166 ล้านบาท การด้อยค่าค่าความนิยมประจำปีจำนวน 497 ล้านบาท การรับรู้สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีจากผลขาดทุนสะสมที่สามารถใช้หักภาษีได้ และจากผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจำนวน 1,781 ล้านบาท และกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 451 ล้านบาท หากไม่รวมผลกระทบจากรายการพิเศษดังกล่าว กำไรสุทธิหลังปรับปรุงของไตรมาส 4 ปี 2568 จะอยู่ที่ 6,076 ล้านบาท (หน้า 5)

คณะกรรมการบริษัทได้เสนอการจ่ายเงินปันผลประจำปี โดยพิจารณาจากผลกำไรสุทธิของบริษัทในช่วงสามเดือนหลังของปี 2568 เป็นจำนวน 4,146 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 104 (ร้อยละ 68 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุง) โดยนำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนั้น เมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 6,565 ล้านบาท หรือที่ 0.19 บาทต่อหุ้นสำหรับ 9 เดือนแรกของปี ปันผลทั้งหมดของปี 2568 เป็นจำนวน 10,711 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลร้อยละ 116 ของกำไรสุทธิหลังภาษี (ร้อยละ 56 ของกำไรสุทธิหลังปรับปรุง) หรือคิดเป็นการจ่ายเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ที่ 0.31 บาท (หน้า 5)

**4. สินทรัพย์และหนี้สิน:**

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม เป็น 664,230 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.7 จาก ณ สิ้นปี 2567 สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 จาก ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ 137,174 ล้านบาท เป็นผลสุทธิจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่และการตัดจำหน่ายใบอนุญาตคลื่นความถี่ในระหว่างไตรมาส ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ลดลงร้อยละ 6.2 จาก ณ สิ้นปี 2567 เป็น 195,850 ล้านบาท ส่วนใหญ่เนื่องจากค่าเสื่อมราคาและการเลิกใช้งานสินทรัพย์ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยการเพิ่มขึ้นจากสินทรัพย์ใหม่ สินทรัพย์สิทธิการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.6 จาก ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ 96,365 ล้านบาท จากผลของการเพิ่มขึ้นสุทธิของสัญญาเช่าใหม่ เนื่องจากการรับรู้สินทรัพย์สิทธิการใช้ที่เกี่ยวข้องกับ DIF เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงร้อยละ 33.3 จาก ณ สิ้นปี 2567 คงเหลือ 17,891 ล้านบาท เนื่องจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สูงขึ้นชดเชยกับการชำระค่าคลื่นความถี่ เงินลงทุน และการชำระคืนเงินกู้ และการจ่ายเงินปันผล ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้หมุนเวียนอื่นลดลงร้อยละ 20.5 จาก ณ สิ้นปี 2567 เป็น 36,704 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากการสิ้นสุดของสัญญาการจัดการคลื่นความถี่ร่วมกับ NT สินค้าคงเหลือลดลงร้อยละ 27.9 จาก ณ สิ้นปี 2567 เป็น 1,864 ล้านบาท (หน้า 9)

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมลดลงร้อยละ 2.0 จาก ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 589,083 ล้านบาท บริษัทมีเงินกู้ยืมซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้น เงินกู้ยืมระยะยาว และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี เป็น 326,163 ล้านบาท เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นลดลงร้อยละ 18.4 จาก ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 82,509 ล้านบาท จากการจ่ายค่าคลื่นความถี่และชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ในระหว่างปี หนี้สินภายใต้สัญญาและใบอนุญาตให้ดำเนินการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.9 จาก ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 37,683 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นสุทธิของสัญญาเช่าใหม่ ที่ได้รับการชดเชยบางส่วนด้วยการชำระหนี้สินตามสัญญาเช่าในระหว่างปี ณ สิ้นปี 2568 ส่วนของผู้ถือหุ้น เป็น 75,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.3 จาก ณ สิ้นปี 2567 (หน้า 9)

หนี้สินสุทธิและอัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน หนี้สินสุทธิ เพิ่มขึ้น 7 พันล้านบาทจากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของภาระผูกพันตามสัญญาเช่าที่สูงขึ้นภายหลังจากการโอนสินทรัพย์ไปยังกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมดิจิทัล (DIF) ในขณะที่ลดลง 10 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป็นผลมาจากการบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัยและการลดภาระหนี้รวม อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงินอยู่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 ดีกว่าเป้าหมายที่บริษัทได้ให้ไว้ สะท้อนถึงการลดลง 0.2 เท่าจากปีก่อนหน้า และจากไตรมาสก่อน (หน้า 6)

บริษัทฯ ยังคงความสามารถในการชำระหนี้สินและปฏิบัติตามข้อผูกพันตามสัญญาทางการเงิน โดยโครงสร้างเงินทุนยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 4.0 เท่า ในปี 2568 อัตราส่วนสภาพคล่องคงที่ที่ 0.4 เท่า (หน้า 10)

**เป้าหมายระยะกลางถึงระยะยาวปี 2569-2571:**

ในมุมมองระยะกลางถึงระยะยาว ผู้บริหารของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้กำหนดเป้าหมายหลักของบริษัทไว้ดังนี้: (หน้า 7)

* ในปี 25


รายได้รวม
47,406.60 ล้านบาท
176.68ล้านบาท
(0.37%)
ไตรมาสก่อนหน้า
5,335.61ล้านบาท
(10.12%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
กำไรขั้นต้น
17,564.35 ล้านบาท
1,035.37ล้านบาท
(6.26%)
ไตรมาสก่อนหน้า
2,122.13ล้านบาท
(13.74%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
อัตรากำไรขั้นต้น(%)
37.05 ล้านบาท
2.05ล้านบาท
(5.86%)
ไตรมาสก่อนหน้า
7.77ล้านบาท
(26.54%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
ค่าใช้จ่ายรวม
2,301.90 ล้านบาท
289.29ล้านบาท
(11.16%)
ไตรมาสก่อนหน้า
16,101.42ล้านบาท
(116.68%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
อัตราค่าใช้จ่าย(%)
4.86 %
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
กำไรสุทธิ
4,002.53 ล้านบาท
2,429.63ล้านบาท
(154.47%)
ไตรมาสก่อนหน้า
11,510.31ล้านบาท
(153.31%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
อัตรากำไรสุทธิ(%)
8.44 %
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
D/E
7.84 เท่า
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล
กระแสเงินสด
24,745.87 ล้านบาท
4,884.44ล้านบาท
(24.59%)
ไตรมาสก่อนหน้า
5,916.51ล้านบาท
(31.42%)
ช่วงเดียวกันของปีก่อน
ยังไม่มีรายละเอียด อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล