SUTHA
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SUTHA
บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน)
SET · ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์
2.80
+0.04 (+1.45%)

สรุป Opportunity Day

วิเคราะห์ผลประกอบการโดย AI

1. สรุป OPPDAY (Q&A)

ไขความลับ SUTHA: เจาะลึกผลประกอบการ Q4/2567 พร้อมโอกาสและความท้าทายปี 2568



1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):

ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจของ SUTHA ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 พบว่ารายได้รวมอยู่ที่ 1,355 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 5% เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของปริมาณการขาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าเหล็กต้นทุนต่ำจากจีน



ตลาดก่อสร้างก็มีการชะลอตัวเนื่องจากยอดขายบ้านพักอาศัยลดลง ตลาดน้ำตาลก็ลดลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์กราวด์แคลเซียมคาร์บอเนตและหินผสมมีการเติบโตขึ้น รวมถึงตลาดเคมีภัณฑ์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ต้นทุนด้านพลังงานยังคงเป็นส่วนสำคัญในการผลิตปูนขาว คิดเป็น 40-50% ของต้นทุนรวม และค่าขนส่งคิดเป็น 20-30%



2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):

SUTHA มองเห็นโอกาสในการเติบโตในหลายด้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น และมีสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Non-Ferrous เช่น เหมืองทอง และการปรับปรุงน้ำเสีย



บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จาก Fugitive Emission (ก๊าซเรือนกระจก) Cleaning โดยใช้เคมีภัณฑ์ของบริษัทในการจัดการก๊าซพิษจากโรงเผาขยะ ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวทั่วประเทศ รวมถึงการขยายตลาดไปยังโรงงานแก้วและการใช้ปูนขาวในงานก่อสร้าง (Civil Engineering) ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาในอนาคต



3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):

SUTHA เผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็กที่ผู้ผลิตในประเทศประสบปัญหาจากการนำเข้าเหล็กลาคาถูกจากจีน ทำให้ลูกค้าหลายรายต้องลดกำลังการผลิตหรือเลิกกิจการ นอกจากนี้ ตลาดก่อสร้างก็ชะลอตัวลงเนื่องจากยอดขายบ้านพักอาศัยลดลง รวมถึงตลาดน้ำตาลที่ลดลงเล็กน้อย



นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดส่งออกก็มีความรุนแรง เนื่องจากมีผู้ส่งออกรายใหญ่อยู่ 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งไทยอาจเสียเปรียบในเรื่องของค่าขนส่ง



4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):

SUTHA มีแผนที่จะแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ โดยการเน้นที่การเติบโตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพ เช่น เคมีภัณฑ์ และการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Non-Ferrous นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม



บริษัทได้ชะลอการลงทุนเครื่องจักรใหม่ เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันยังเพียงพอต่อความต้องการของตลาด และนำเงินลงทุนไปชำระหนี้ระยะสั้นเพื่อลดภาระดอกเบี้ย นอกจากนี้ บริษัทยังมีการศึกษาการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) เช่น กากมะพร้าว เพื่อลดการใช้ถ่านหินและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์



5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):

SUTHA คาดการณ์ว่า GDP ของไทยในปี 2568 จะเติบโตไม่ถึง 3% แต่บริษัทตั้งเป้าที่จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเน้นที่กลุ่มอิฐมวลเบาและเคมีภัณฑ์ โดยเฉพาะไบโอพลาสติก นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังบังคลาเทศ เกาหลี ไต้หวัน และอินโดนีเซีย



บริษัทให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีแผนที่จะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลและขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) บริษัทมีเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง



6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): เริ่ม นาทีที่ 35:19

  1. เป้าหมายการเติบโตปี 2568:

    • ตั้งเป้าเติบโตจากปีที่ผ่านมา

    • เน้นกลุ่มอิฐมวลเบาจากผลิตภัณฑ์ใหม่

    • ลูกค้าอิฐมวลเบาขยายกำลังการผลิต

    • อุตสาหกรรมเคมี (BioPlastic) โต

    • ลูกค้าโรงงานเยื่อกระดาษ (ใกล้โรงงาน) ถ้าเดินเครื่องจะเป็น potential

    • ยอด 2 เดือนที่ผ่านมายังไม่ตามเป้า ท้าทายมาก

    • ปูนขาวอาจไม่ถึงเป้า แต่หินอ่อนและ GCC เกินเป้า



  2. สัดส่วนรายได้ในประเทศและต่างประเทศ:

    • เน้นตลาดในประเทศ 90%

    • Market share 35% (Market leader)

    • ส่งออก 10%

    • มองโอกาสส่งออก (Untapped market) เช่น อินโดนีเซีย (เหมืองนิกเกิล)



  3. ปูนขาวจะมีสินค้าทดแทนหรือไม่:

    • CaCO3 ปรับ PH ต้นทุนต่ำสุด

    • เทียบกับโซเดียมเบสหรือเกลือแล้วถูกกว่ามาก

    • มั่นใจว่าไม่มีสินค้าใดมาทดแทนได้ (Disrupt ไม่ได้)



  4. แนวโน้มตลาดปูนขาวในและต่างประเทศ:

    • ในประเทศค่อนข้างนิ่ง (สมดุล)

    • อุตสาหกรรมไม่โตมากจากเศรษฐกิจ

    • ผู้ผลิตที่มีกำลังการผลิตเหลือมองการ Export

    • แข่งกัน 3 ประเทศ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม

    • ไทยเสียเปรียบเรื่องค่าเฟรด



  5. คู่แข่งในตลาดมีเพิ่มขึ้นหรือไม่:

    • ไม่มีขยายกำลังการผลิต

    • ไม่มีผู้เล่นรายใหม่เข้ามา

    • อุตสาหกรรมปูนขาวเป็นอุตสาหกรรมหนัก

    • สัมปทานหินปูนยาก



  6. สัดส่วนการใช้พลังงานของบริษัท:

    • เชื้อเพลิง 40% (Bituminous/Petcoke ตามราคาตลาด)

    • ใช้ไฟ 5-10%



  7. เหมืองแร่ใช้ได้อีกกี่ปี:

    • ประทานบัตรเหมือง 2043

    • ต่ออายุจากปี 2023 ไปอีก 20 ปี

    • แร่มีมากกว่านั้น

    • คาดว่าจะสามารถต่อเหมืองได้อีก

    • Balance โดยซื้อหินมายืดอายุ

    • ศึกษาธรณีวิทยาเพื่อยืดอายุเหมือง



  8. สภาวะการแข่งขันและอัตรากำไรขั้นต้น:

    • อัตรากำไรขั้นต้นปี 2024 อยู่ที่ 28% (โตจากปี 2023 4%)

    • จากราคาต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง



  9. ผู้ถือหุ้นอันดับ 1 มาช่วยบริหารหรือไม่:

    • ทั้ง 2 ฝั่ง (คาลมุส , GP Group) เข้า Board meeting ตลอด

    • CEO มาจาก คาลมุส

    • ให้คำปรึกษาและ connection กับบริษัทตลอด



  10. ราคาขายสามารถปรับได้หรือไม่ถ้าต้นทุนเพิ่ม:

    • ปรับขึ้นทันทีในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน (ถ่านหินขึ้น 2 เท่า)

    • สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่าเป็นปัญหาภายนอก

    • ราคาขายช่วงปี 2022 จะเป็นพีคและเริ่มลงมาปี 2023



  11. บริษัทจะไปบุกประเทศที่ GDP เติบโตแรงๆ หรือไม่เช่นเวียดนาม:

    • เวียดนามเป็นอีก 1 ประเทศที่ส่งออกปูนขาว

    • มีแหล่งหินปูน (ทางเหนือ) เยอะมาก

    • เทคโนโลยีการเผายังเป็นเตาดั้งเดิม

    • มีถ่านหินของตัวเองต้นทุนถูก

    • คุณภาพไม่ดี (อาศัยเรื่องคุณภาพแข่งกับเวียดนาม)

    • เวียดนามมี Local supply อยู่แล้ว



  12. มีแนวโน้มลงทุนในตลาดใหม่หรือไม่:

    • Soil Stabilized (เอาดินมาผสมกับปูนขาวสร้างถนน) กำลังศึกษาตลาด

    • ถ้าสำเร็จจะเป็นตลาดศักยภาพมาก (Untapped market)

    • ยุโรปใช้ค่อนข้างเยอะ



  13. ลดใช้ถ่านหินได้หรือไม่:

    • Bio fuel ถ้าโปรเจคนี้สำเร็จจะลดการใช้ถ่านหินได้แน่นอน

    • คำนึงถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจ (ต้นทุน Bio fuel สูง)

    • อนาคตรัฐบาลเก็บ carbon ภาษี

    • ยุโรปหลายรายใช้ Bio mass มากขึ้น



  14. การเพิ่มทุนครั้งที่ผ่านมาเพื่อลงทุนเครื่องจักรมีความคืบหน้าอย่างไร:

    • เหมือนเดิม

    • กำลังการผลิตเทียบกับตลาดค่อนข้างเหลือ

    • เศรษฐกิจภาพรวมไม่เติบโตตามที่คาด

    • เหล็กโดนผลกระทบจากเหล็กคุณภาพต่ำจากจีน

    • หยุด Freeze ไว้ก่อน

    • เอาไปชำระหนี้ระยะสั้นชั่วคราวก่อน



  15. หาธุรกิจใหม่ๆ ต่อเติมจากธุรกิจเดิมที่ดูเป็นตะวันตกดิน:

    • ขยายกำลังการผลิต CaCO3 (น่าจะเสร็จกลางปีนี้)

    • US เพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากจีน

    • ผู้ผลิตจีนย้ายมาเมืองไทย (SPC Stone Plastic Composite) ไม้พื้น

    • จีนเข้ามาเยอะมาก (เป็นลูกค้าเรา)

    • ขยายกำลังการผลิตเพื่อจับตลาดนี้ (Growth Market)

    • ทดแทน Sunset Industry เหล็ก

    • เหล็กมี cycle มีขึ้นมีลง



  16. เหมืองเก่าจะปลูกป่าทดแทนไหม:

    • มีแผนฟื้นฟูอยู่แล้ว

    • เก็บเงิน Deposit ไว้แล้วทยอยเอาเงินออกาพัฒนา

    • ศึกษาธรณีวิทยายืดอายุเหมือง



  17. ถ้าเทียบกำลังการผลิตยอดขายรวมในประเทศเป็นเบอร์ไหน:

    • ถ้าในแง่ Market share เราเป็นเบอร์ 1

    • ถ้าในแง่กำลังการผลิตเราเป็นเบอร์ 2

    • ในตลาดประเทศเรามี Market share 35%



  18. บริษัทมีการ Shutdown Plant หรือไม่:

    • Shutdown Plant เลยไม่มี

    • ในอดีตมีปิดไปเลย (หน้าพระลาน)

    • ปัญหาฝุ่น

    • ย้ายกำลังการผลิตไปที่โรงงานอื่นแทน

    • หน้าพระลานใกล้ชุมชน

    • ปีนี้ไม่มี Shutdown Plant

    • Shutdown Plant มีแต่สั้นๆ (เปลี่ยนอิฐทนไฟ)



  19. รถ EV ประหยัดได้เยอะหรือไม่และมีแผนขยายอีกกี่คัน:

    • ใช้แค่คัน (รถตัก, ขนหิน)

    • ยัง Save ไม่ได้เยอะมาก (ทดลองอยู่)

    • ทดลองสำเร็จมีแผน 4-5 ปี ทดแทน

    • ประหยัดกว่า (ถ้าเทียบกับดีเซล)

    • ระยะทางยังไปไม่ได้มาก

    • ใช้ขนหินระหว่างสาขา

    • ระยะ 30 กม. สบาย

    • 300 กม. ต้องมีพักชาร์จ (ยังไม่ค่อย Work)

    • ใช้รถตักรถขนหินภายใน

    • เทคโนโลยีแบตเตอรี่ดีขึ้นแน่นอน



  20. เห็นมีบริษัทคู่แข่งเปลี่ยนมาใช้ EV ค่อนข้างเยอะ:

    • มี (สาขาใกล้แหลมฉบัง)

    • ขนระหว่างโรงงานที่แหลมฉบังมาที่ท่าเรือ

    • ระยะทางไม่ไกล





โดยสรุป SUTHA ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภายนอก แต่บริษัทยังมีโอกาสในการเติบโตจากอุตสาหกรรมใหม่ และการปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเติบโตในระยะยาว

ผู้เขียน: Admin AiO
2. Financial & KPI Analysis — Q4/2567