1/61

เดือนนี้ / เดือนก่อน

149/329

ปีนี้ / ปีก่อน

  • kaohoon

    “บล.กสิกรไทย” ชี้ SCC รับอานิสงส์อุปทานปิโตรเคมีหาย 20% ดันสเปรดพุ่ง 02/05/69

    บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ถึงแนวโน้มธุรกิจของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ว่า ผู้บริหารประเมินกำลังการผลิตปิโตรเคมีทั่วโลกที่หายไปจากตลาดอยู่ที่ประมาณ 46 ล้านตัน หรือคิดเป็นราว 20% ของอุปทานโลก โดยในจำนวนดังกล่าวราว 9 ล้านตันต่อปีเป็นกำลังการผลิตที่ต้องปิดดำเนินการเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปี ขณะที่ส่วนที่เหลือเป็นการประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) และการหยุดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Shutdown) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ยังดำเนินการอยู่จำเป็นต้องเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ส่งผลให้ภาวะอุปทานตึงตัวมากขึ้น หากการหยุดชะงักยังยืดเยื้อ ซึ่งหนุนให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิต โดยต้นทุนเงินสด (Cash Cost) ปรับเพิ่มจากระดับประมาณ 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน มาอยู่ที่ราว 500-550 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

  • kaohoon

    “โรบอทเทรด” กินวอลุ่มตลาด 48% แรงซื้อ SCC ดันราคาหุ้นปิดบวก 5% 30/04/69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 เม.ย.69) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อมูลซื้อขายรายวันผ่าน Program Trading หรือ “โปรแกรมโรบอทเทรดดิ้ง” พบว่ามีมูลค่าซื้อจำนวน 29,701.25 ล้านบาท และมูลค่าขายจำนวน 28,709.56 ล้านบาท เท่ากับซื้อสุทธิ 991.69 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าซื้อขายรายวันผ่าน Non Program Trading หรือ “การซื้อขายที่ไม่ใช่โปรแกรม” มีมูลค่าซื้อจำนวน 31,506.10 ล้านบาท และมูลค่าขายจำนวน 32,497.80 ล้านบาท เท่ากับขายสุทธิ 991.69 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเมื่อนำคำสั่งซื้อขายผ่าน Program Trading วันนี้มาเทียบกับมูลค่าการซื้อขายทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯวันนี้ จะพบว่ามีปริมาณการซื้อขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 47.71%

  • thunhoon

    หุ้นไทยวันนี้(30 เม.ย.) บวก 1.95 จุด ซื้อ SCC-PTTGC-DELTA 30/04/69

    #ทันหุ้น-ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(30 เม.ย.69) ปิดที่ 1,493.69 จุด บวก 1.95 จุด หรือ 0.13% มีมูลค่าการซื้อขาย 60,940.47 ล้านบาท ภาวะการซื้อขายภาคบ่ายดัชนีกระเตื้องขึ้นกว่าภาคเช้า โดยระดับการติดลบน้อยลง และช่วงท้ายมีแรงซื้อผลักดันให้ดัชนีปิดในแดนบวกได้ ซึ่งมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นเฉพาะตัวที่มีปัจจัยบวก เช่นหุ้น SCC และ PTTGC ที่ราคาปรับขึ้นมาก เนื่องจาก SCGC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ได้ลงนาม MOU กับ PTTGC เพื่อศึกษการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อทำธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย นอกจากนี้ก็ยังมีแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นบิ๊กแคปอย่าง DELTA ที่จะหมดระยะเวลามาตรการกำกับการซื้อขายวันนี้เป็นวันสุดท้าย หากตลาดหลักทรัพย์ไม่ขยายระยะเวลาดำเนินการดังกล่าว หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรก

  • kaohoon
  • thunhoon

    SCC สู้วิกฤติตะวันออกกลาง คุมต้นทุน – มุ่งบริหารฐานผลิตอาเซียน 30/04/69

    #ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SCC สู้วิกฤติตะวันออกกลาง คุมต้นทุน – มุ่งบริหารฐานผลิตอาเซียน ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางทำเศรษฐกิจโลกชะลอ ราคาพลังงาน วัตถุดิบผันผวนต่อ เร่งกลยุทธ์ “ระยะสั้น” บริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ดูแลลูกค้าต่อเนื่อง ด้วย Daily War Room ปรับตัวทันท่วงที พร้อมเดินหน้าวินัยการเงินเข้มข้น “ระยะ 2 ปี (2569-2570)” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว บริหารความได้เปรียบจากฐานผลิตหลากหลายในอาเซียนใช้ Robotics & Automation เดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม คืบหน้าตามแผน – ผลักดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง – เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC – ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “ไตรมาส 1 ปี 2569 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’

  • mitihoon

    SCC : SCG Announces Stronger Q1/2026 Results, Up 17% YoY, Navigates Middle East Crisis with Cost Control, Regional Optimization, Driving Green, Smart Value and High Value-Added Products, and Accelera 30/04/69

    Mitihoon – BANGKOK: 30 April 2026 – SCG announced its Q1/2026 operating results, highlighting an Adjusted Cash EBITDA of 14,929 MB, a robust increase of 17% YoY. SCG anticipates that the situation in the Middle East will continue to slow down the global economy and lead to continued volatility in energy and raw material prices. In response, SCG is accelerating its “short-term strategy” by actively managing raw material and energy costs, while continuously supporting customers through the implementation of a Daily War Room to enable timely and effective responses. At the same time, SCG is reinforcing strict financial discipline. For its “two-year strategy” (2026–2027), SCG is focused on building long-term resilience by leveraging its diversified manufacturing footprint across ASEAN, adopting Robotics and Automation, advancing the LSPE project in Vietnam, with 54% progress achieved, in line with plan, driving Green, SVP, and HVA products, accelerates the feasibility study for a strategic joint venture in the olefins and polyolefins business in Thailand between GC and SCGC, and advancing its clean energy business. Thammasak Sethaudom, President and CEO of SCG, said, “In Q1/2026, SCG reported Adjusted Cash EBITDA (cash flow excluding inventory adjustment, impairment, and non-recurring items of business which are non-cash) of 14,929 MB, representing a strong increase of 17% YoY. Profit for the period was 6,223 MB, with total revenue from sales of 123,327 MB. Despite the impact of tensions in the Middle East, which have driven volatility in energy and raw material prices and affected the global economy, Thailand, and multiple industries, and are expected to persist, SCG’s early and proactive strategic decisions have enabled the company to ‘absorb the impact of volatility’ and ‘effectively manage the situation’. As a result, business operations have remained stable and efficient. Under its “short-term strategy”, SCG is managing risks comprehensively through the establishment of a ‘Daily War Room,’ which serves as a command center for closely monitoring and managing raw material and energy costs on a daily basis, alongside continuous customer support across the supply chain. In addition, SCG continues to maintain strict financial discipline to ensure a strong financial position. For its “two-year strategy” (2026–2027), SCG is strengthening its long-term competitiveness by leveraging the advantages of its diversified manufacturing base across ASEAN (Regional Optimization), consolidating production, and applying robotics and automation to enhance product quality. SCG is also advancing the LSPE project in Vietnam, which has progressed 54% as planned, while driving Green, SVP (Smart Value Products), and HVA (High Value-Added) products, accelerating the feasibility study for a strategic joint venture in the olefins and polyolefins business in Thailand between GC and SCGC, and advancing its integrated clean energy business to ensure long-term strength for its businesses and the industry.” The proactive strategy comprises a “short-term strategy” focusing on intensive and timely adaptation, as follows:

  • mitihoon

    SCC : ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 69 แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู้วิกฤตตะวันออกกลาง คุมต้นทุน – มุ่งบริหารฐานผลิตอาเซียน – ดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง – เร่งศึกษาความเป็น 30/04/69

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569: ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางทำเศรษฐกิจโลกชะลอ ราคาพลังงาน วัตถุดิบผันผวนต่อ เร่งกลยุทธ์ “ระยะสั้น” บริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ดูแลลูกค้าต่อเนื่อง ด้วย Daily War Room ปรับตัวทันท่วงที พร้อมเดินหน้าวินัยการเงินเข้มข้น “ระยะ 2 ปี (2569-2570)” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว บริหารความได้เปรียบจากฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ใช้ Robotics & Automation เดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม คืบหน้าตามแผน – ผลักดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง – เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC – ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “ไตรมาส 1 ปี 2569 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง “แผนระยะสั้น” บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง ส่วน “แผนระยะ 2 ปี (2569-2570)” เอสซีจีมุ่งสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน (Green Products) – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว” สำหรับรายละเอียด “กลยุทธ์เชิงรุก” ดังกล่าว ประกอบด้วย “แผนระยะสั้น” เน้นปรับตัว ‘เข้มข้น’ ทันท่วงที โดย

  • hoonsmart

    “คิงส์ฟอร์ด” วางแนวรับภาคบ่าย 1,475–1,480 จุด แนะ SCC-BPP 30/04/69

    HoonSmart.com>>บล.คิงส์ฟอร์ด วางแนวรับภาคบ่าย 1,475 – 1,480 จุด แนวต้าน 1,490 – 1,495 จุด หลังปิดเช้าลบ 5.99 จุด แรงขายกลุ่มค้าปลีก, ไฟแนนท์ นักลงทุน Wait & See ก่อนหยุดยาว เสิร์ฟหุุ้นเล่นเก็งกำไร SCC, BPP สัญญาณเทคนิคบวก บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด วางกลยุทธ์ภาคบ่าย แนวรับดัชนี SET ที่ 1,475 – 1,480 จุด แนวต้าน 1,490 – 1,495 จุด หลัง SET Index ปิดช่วงเช้า -5.99 จุด อยู่ที่ 1,485.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 3.49 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ปรับลดลง นำโดยนิเกอิ -1.1% ถูกกดดันจากความกังวลต่อราคาน้ำมันดิบวานนี้ปรับขึ้น +6% ส่งผลให้ Japan Bond Yield 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 2.52% สูงสุดในรอบ 27 ปี และค่าเยนอ่อนค่าอยู่ที่ 160.50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผลผลิตภาคอุต ฯ ญี่ปุ่น มี.ค. -0.5% & ก.พ. -2.0% MoM หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งเป็นผลจากความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อสูง ส่วน Kopsi เกาหลีใต้ -0.8% นำโดย Samsung Electronics -1.7% ถูกแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นได้ปรับขึ้นตอบรับกำไร Q1/69 ที่เติบโตสูงถึง 750% YoY จากอุปสงค์ของ HBM ที่ใช้ในการประมวลผลด้าน AI

  • kaohoon

    “มอร์แกน สแตนลีย์” แนะ “Overweight” หุ้น SCC รับแผนผนึก PTTGC ศึกษาโปรเจกต์โอเลฟิน 30/04/69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ มอร์แกน สแตนลีย์ ยังคงคำแนะนำ “Overweight” หุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายที่ 270 บาทต่อหุ้น โดยประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ และได้รับปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากความเป็นไปได้ในการควบรวมสินทรัพย์ธุรกิจโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ทั้งนี้ SCC รายงานกำไรหลักอยู่ที่ระดับ 3,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการของทั้งมอร์แกน สแตนลีย์และตลาด สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมถึงการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ที่ดีกว่าคาดการณ์ มอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ความเป็นไปได้ของการควบรวมสินทรัพย์ในธุรกิจโอเลฟินส์ถือเป็นพัฒนาการที่สร้างความประหลาดใจเชิงบวกต่อตลาด และหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรม ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาแนฟทา การใช้วัตถุดิบอีเทน รวมถึงการเสริมอำนาจในการกำหนดราคาในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย

  • kaohoon

    SCC วิ่ง 6% รับกำไร Q1 โต 466% ทะลุ 6 พันล้าน พ่วงเดินเกมร่วม PTTGC ศึกษาโอเลฟินส์ 30/04/69

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 10:06 น. อยู่ที่ระดับ 241 บาท บวก 13 บาท หรือ 5.70% สูงสุดที่ระดับ 241 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 234 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,866.92 ล้านบาท นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เพิ่ม 466% เมื่อเทียบงวดเดียวกันปีก่อน ทั้งนี้บริษัทมี Reported EBITDA ที่ 17,499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจี เคมิคอลส์ และปัจจัยฤดูกาลของสินค้าซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ประกอบกับในไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 1/2569 รายได้จากการขายลดลง 1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาจากยอดขายของเอสซีจีพี เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล ในขณะที่ยอดขายของเอสซีจี เคมิคอลส์เพิ่มขึ้น ส่วนกำไรสำหรับงวด เพิ่มขึ้น 466% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Reported EBITDA ที่เพิ่มขึ้น