บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.17
+0.01 (+6.25%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5322 out_tok=3063 at=2026-07-26T00:53:50 -->
# PROS ขาดทุนสุทธิ Q3/2566 พุ่ง 127% รับต้นทุนพุ่ง-รายได้หด
## ต้นทุนก่อสร้าง-ค่าแรงพุ่งกดดัน GPM หด ขณะรายได้หลักชะลอตัว ส่งผลขาดทุนสุทธิ 9 เดือนแรกปี 66 พุ่ง 127%
บริษัท พรอสเพอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PROS รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 204.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนงานก่อสร้างและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้หลักจากงานก่อสร้างและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ PROS ในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 204.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจาก **อัตราขาดทุนขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** โดยขาดทุนขั้นต้นอยู่ที่ 141.38 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 53.27 ล้านบาท คิดเป็นอัตราขาดทุนขั้นต้นที่ -24.37% เทียบกับ -5.56% ในปีก่อน และ **รายได้จากงานก่อสร้างและบริการที่ลดลง 39.41%** เหลือ 580.24 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราขาดทุนขั้นต้นมีสาเหตุหลักมาจากการ **ปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นของวัสดุอุปกรณ์ และต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนงานก่อสร้างและบริการ ทำให้ต้นทุนสูงกว่ารายได้ที่รับรู้เข้ามา ขณะเดียวกัน รายได้ที่ลดลง 39.41% มาจากการ **รับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้างจากฐานงานค้างรับ (Backlog) ที่ลดลง** โดยโครงการสำคัญที่ทยอยส่งมอบงานไปแล้ว เช่น โครงการ Lotus's Hypermarket North และโครงการอาคารชุดพักอาศัย โกดัง 707 จตุจักร ทำให้รายได้จากโครงการเหล่านี้ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีรายได้จากโครงการอื่น ๆ ที่ทยอยรับรู้ เช่น โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหลักชัยเมืองยาง, โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตรถไฟทางคู่, โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม Smart, โครงการปรับปรุงอาคารนวมินทราชินีและอาคารคัคณางค์ รพ.จุฬาฯ และมีรายได้จากโครงการใหม่คือ ควินทารา รัชดา 12 ในไตรมาส 3
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** จากข้อมูลที่ระบุ ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าภาพรวมธุรกิจในปี 2566 จะปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการลงทุนภาคเอกชนและการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัสดุและค่าแรงเป็นปัจจัยกดดันที่ยังคงมีอยู่ และการรับรู้รายได้ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการและ Backlog ที่มีอยู่ ซึ่งต้องติดตามการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ และการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2566 พุ่ง 127.42%** เป็น 204.95 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 114.83 ล้านบาท
* **รายได้จากงานก่อสร้างและบริการลดลง 39.41%** เหลือ 580.24 ล้านบาท เนื่องจากโครงการหลักทยอยส่งมอบงานไปแล้ว
* **อัตราขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ** เป็น -24.37% จาก -5.56% ในปีก่อน สาเหตุหลักจากต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่สูงขึ้น
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.86%** เป็น 64.62 ล้านบาท จาก 62.22 ล้านบาท ในปีก่อน
* **ฐานะการเงิน:** สินทรัพย์รวมลดลง 178.02 ล้านบาท, หนี้สินรวม 751.72 ล้านบาท (79.05% ของหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น), ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 189.48 ล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินงานขาดทุน
* **อัตราส่วนสภาพคล่องลดลง** จาก 1.25 เท่า เป็น 0.94 เท่า เนื่องจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2566 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากงานก่อสร้างและงานบริการจำนวน 580.24 ล้านบาท ลดลง 39.41% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 2565 ที่มีรายได้ 957.64 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้างจากฐานงานค้างรับ (Backlog) ที่ลดลงจากการทยอยส่งมอบงานหลายโครงการ อย่างไรก็ดี ยังมีรายได้จากโครงการอื่น ๆ และโครงการใหม่ที่เริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 รายได้อื่นมีจำนวน 6.06 ล้านบาท คิดเป็น 1.03% ของรายได้รวม
ต้นทุนงานก่อสร้างและงานบริการสำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 721.62 ล้านบาท ลดลง 28.62% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 2565 ที่มีต้นทุน 1,010.90 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อัตราขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก -5.56% ในปีก่อน เป็น -24.37% ในปีนี้ เนื่องจากต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.86% เป็น 64.62 ล้านบาท จาก 62.22 ล้านบาท ในปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 6.50% เป็น 11.14%
ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวดเก้าเดือนแรกปี 2566 จำนวน 204.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 127.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 ที่มีผลขาดทุน 114.83 ล้านบาท
## โอกาส
* **มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน:** คาดว่าจะกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคเอกชนในการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ
* **การขยายธุรกิจใน 4 ด้าน:** บริษัทได้ขยายธุรกิจไปยัง 4 ด้าน ได้แก่ 1) ธุรกิจหลักงานจัดหาติดตั้งออกแบบงานระบบวิศวกรรม โครงสร้าง สถาปัตยกรรม (PROS, PTT) 2) ธุรกิจก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยระบบจำหน่ายไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (ProsNext) 3) ธุรกิจเทคโนโลยีและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบวิศวกรรม (Power Wissen) และ 4) ธุรกิจด้านสุขภาพ (โรงพยาบาลเฉพาะทาง) ซึ่งการก่อสร้างโรงพยาบาลใกล้แล้วเสร็จ 95% คาดแล้วเสร็จปลายปี 2566
* **ความร่วมมือกับพันธมิตรและโอกาสใหม่ๆ:** บริษัทมีแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่สูงขึ้น:** เป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง
* **การรับรู้รายได้ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าโครงการ:** รายได้หลักขึ้นอยู่กับการรับรู้รายได้ตามขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง ซึ่งอาจผันผวนตามปริมาณงานค้างรับ (Backlog) และความล่าช้าของโครงการ
* **ฐานะการเงินที่อ่อนแอลง:** ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากการขาดทุนสะสม และอัตราส่วนสภาพคล่องลดลงต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการบริหารจัดการสภาพคล่อง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ภาคการก่อสร้างยังคงมีการแข่งขันสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อการได้มาซึ่งงานใหม่และอัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถของบริษัทในการควบคุมและบริหารจัดการต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่:** ความคืบหน้าและมูลค่าของโครงการใหม่ที่บริษัทจะได้รับและสามารถเริ่มรับรู้รายได้ได้ในอนาคต โดยเฉพาะโครงการควินทารา รัชดา 12 และโครงการโรงพยาบาล
* **ปริมาณงานคงค้าง (Backlog):** การเพิ่มขึ้นของมูลค่างานในมือ เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะต่อไป
* **การฟื้นตัวของรายได้:** ทิศทางการเติบโตของรายได้จากงานก่อสร้างและบริการในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการหนี้สินและสภาพคล่อง:** ความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สินรวมและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
* **รายได้จากการโอน/รับรู้รายได้:** งวด 9 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากงานก่อสร้างและบริการลดลง 39.41% เนื่องจากโครงการหลัก เช่น Lotus's Hypermarket North และอาคารชุด โกดัง 707 จตุจักร ได้ทยอยส่งมอบงานไปแล้ว อย่างไรก็ตาม มีการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าหลักชัยเมืองยาง, โครงการโรงงานผลิตรถไฟทางคู่, โครงการนิคมอุตสาหกรรม Smart, โครงการปรับปรุงอาคาร รพ.จุฬาฯ และโครงการใหม่ ควินทารา รัชดา 12 ที่เริ่มรับรู้ใน Q3
* **Backlog:** เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Backlog โดยตรง แต่ระบุว่ารายได้ที่ลดลงมาจากการรับรู้รายได้จากฐานงานค้างรับเดิม
* **การเปิดโครงการใหม่:** มีการกล่าวถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ๆ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดโครงการใหม่ๆ ที่ PROS จะดำเนินการ
* **ต้นทุนก่อสร้าง:** ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงที่ปรับสูงขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อัตราขาดทุนขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
* **D/E Ratio:** หนี้สินรวมอยู่ที่ 751.72 ล้านบาท คิดเป็น 79.05% ของหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งอยู่ในระดับสูง
* **กระแสเงินสดจากโครงการ:** เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากโครงการโดยตรง แต่ระบุว่าอัตราส่วนสภาพคล่องลดลงเนื่องจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมลดลง 178.02 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักมาจากสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาลดลง
หนี้สินรวมอยู่ที่ 751.72 ล้านบาท คิดเป็น 79.05% ของยอดรวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น โดยมีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 245.79 ล้านบาท
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 189.48 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการขาดทุนจากผลการดำเนินงาน
อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.94 เท่า ลดลงจาก 1.25 เท่า ณ สิ้นปี 2565 เนื่องจากลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง
## สรุปท้าย
PROS เผชิญความท้าทายอย่างหนักในงวด 9 เดือนแรกปี 2566 โดยขาดทุนสุทธิพุ่งสูงถึง 127% เป็น 204.95 ล้านบาท จากต้นทุนวัสดุและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับรายได้หลักจากงานก่อสร้างที่ลดลงจากการทยอยส่งมอบโครงการเดิม แม้บริษัทจะมองเห็นโอกาสจากการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนขยายธุรกิจที่หลากหลาย แต่ความเสี่ยงด้านต้นทุนที่สูงขึ้นและฐานะการเงินที่อ่อนแอลงจากการขาดทุนสะสม รวมถึงอัตราส่วนสภาพคล่องที่ต่ำกว่า 1 เท่า ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุน การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ และการเพิ่มขึ้นของปริมาณงานในมือเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ PROS ไตรมาส 3/2566
รายได้รวม
73.03
ล้านบาท
↓ 80.8% YoY
กำไรขั้นต้น
-118.48
ล้านบาท
↓ 964.5% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
-162.23
%
กำไรสุทธิ
-156.93
ล้านบาท
↑ 2602.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-214.89
%
D/E Ratio
6.80
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
73
↓ -80.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
-118
↓ -964.5%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-157
↑ + 2602.9%
YoY
D/E Ratio
6.80
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — PROS
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
6.80
ROE (%)
-99.19
ROA (%)
-14.28
Book Value/หุ้น
0.09
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — PROS
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+40
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+35
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — PROS
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
40.21
-86.70%
|
302.32
+173.54%
|
110.52
+809.63%
|
12.15
-58.22%
|
29.08
-71.19%
|
100.94
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
35.42
+325.21%
|
8.33
-60.22%
|
20.94
+681.34%
|
2.68
-95.97%
|
66.54
-171.47%
|
-93.10
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-129.26
-58.45%
|
-311.09
+50.35%
|
-206.91
-276.76%
|
117.06
+225.98%
|
35.91
-215.13%
|
-31.19
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-53.62
+11,815.56%
|
-0.45
-99.40%
|
-75.45
-157.20%
|
131.90
-245.87%
|
-90.42
+287.40%
|
-23.34
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
28.26
+37.92%
|
20.49
-43.37%
|
36.18
-76.69%
|
155.18
+197.32%
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
10.43
-63.09%
|
28.26
+37.92%
|
20.49
-43.37%
|
36.18
-76.68%
|
0.00
|
0.00
|