บริษัท ซีแอล เวนเจอร์ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.29
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=10114 out_tok=2637 at=2026-07-25T07:05:23 -->
# KOOL กำไรสุทธิ Q2/2566 หดตัว 14.69% รับรายได้รวมวูบ 18.76%
## รายได้รวมวูบแรง 18.76% กดดันกำไรสุทธิลดลง ขณะที่ฝ่ายจัดการชี้แจงปัจจัยหลักจากยอดขายต่างประเทศที่ลดลง
บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ KOOL รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีรายได้รวม 293.31 ล้านบาท ลดลง 18.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง 15.28% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่ลูกค้ารายหลักในทวีปยุโรปมีการสั่งซื้อลดลง ประกอบกับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการหาลูกค้ารายใหม่ ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 22.35 ล้านบาท ลดลง 14.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ KOOL ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ปรับตัวลดลง 14.69% มาจาก **รายได้รวมที่หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 18.76%** โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง 15.28% ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ลูกค้ารายหลักในทวีปยุโรปมีการสั่งซื้อลดลง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการหาลูกค้ารายใหม่
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากการขายที่ลดลงนั้น เกิดจากลูกค้ารายหลักซึ่งอยู่ในทวีปยุโรปมีการสั่งซื้อลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และการที่บริษัทไม่สามารถหาลูกค้ารายใหม่มาทดแทนได้ทันในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ รายได้จากการให้บริการก็ลดลงถึง 38.11% ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้รวมโดยรวม แม้ว่าจะมีรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น 7.37% และรายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 94.40% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้หลักได้
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) กลับปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20% ในปีก่อน เป็น 31% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ **รายได้จากการขายในประเทศซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าการขายต่างประเทศ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น** แม้ว่ารายได้รวมจะลดลง แต่การบริหารจัดการต้นทุนขายที่ลดลง 26.02% และต้นทุนบริการที่ลดลง 50.87% ก็ช่วยประคองอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นได้
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุว่าการลดลงของยอดขายต่างประเทศเกิดจากภาวะเศรษฐกิจและข้อจำกัดในการหาลูกค้ารายใหม่ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก แต่การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศเป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตา หากบริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าในประเทศหรือเพิ่มยอดขายในประเทศได้ต่อเนื่อง ก็อาจช่วยชดเชยรายได้จากต่างประเทศที่ลดลงได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในทวีปยุโรปยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมลดลง 18.76%** สู่ระดับ 293.31 ล้านบาท ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
* **กำไรสุทธิลดลง 14.69%** อยู่ที่ 22.35 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับเพิ่มขึ้น** จาก 20% เป็น 31% เนื่องจากสัดส่วนรายได้ในประเทศที่สูงขึ้น
* **รายได้จากการขายต่างประเทศลดลง** จากการสั่งซื้อที่น้อยลงของลูกค้ารายหลักในยุโรป
* **ต้นทุนขายและต้นทุนบริการลดลง** สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 293.31 ล้านบาท ลดลง 67.71 ล้านบาท หรือ 18.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายลดลง 38.88 ล้านบาท (15.28%) และรายได้จากการให้บริการลดลง 31.65 ล้านบาท (38.11%) ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น 1.64 ล้านบาท (7.37%) และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 1.18 ล้านบาท (94.40%)
ต้นทุนขายลดลง 54.65 ล้านบาท (26.02%) และต้นทุนบริการลดลง 30.16 ล้านบาท (50.87%) ทำให้ต้นทุนรวมลดลง 68.25 ล้านบาท (20.62%) ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น แม้รายได้รวมจะลดลงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 10.84 ล้านบาท (34.29%) และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 5.72 ล้านบาท (19.00%) ทำให้กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 30.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.54 ล้านบาท (1.80%)
เมื่อหักต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 2.48 ล้านบาท (65.61%) และผลขาดทุนจากการด้อยค่าที่เพิ่มขึ้น 3.25 ล้านบาท (1,203.70%) รวมถึงส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น 0.22 ล้านบาท ทำให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 0.63 ล้านบาท (2.30%) และเมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น 3.22 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 22.35 ล้านบาท ลดลง 3.85 ล้านบาท (14.69%)
## โอกาส
* **การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น:** การที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศที่มีอัตรากำไรสูงกว่า เป็นโอกาสในการสร้างผลกำไรที่ดีขึ้นหากสามารถรักษาหรือเพิ่มสัดส่วนนี้ได้
* **การขยายธุรกิจด้านสินเชื่อ:** การเพิ่มขึ้นของเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ร้อยละ 95 บ่งชี้ถึงการขยายธุรกิจด้านสินเชื่อจำนำสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญ
* **การบริหารสินค้าคงคลัง:** การลดลงของสินค้าคงเหลือร้อยละ 44 จากการจำหน่ายสินค้าออกไปได้มากและการบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ เป็นสัญญาณที่ดีในการบริหารต้นทุน
## ความเสี่ยง
* **การพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศ:** การที่รายได้ลดลงจากการสั่งซื้อที่น้อยลงของลูกค้ารายหลักในยุโรป แสดงถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของฐานลูกค้า
* **ภาวะเศรษฐกิจโลก:** ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในทวีปยุโรปส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า
* **การแข่งขันในตลาด:** การหาลูกค้ารายใหม่มาทดแทนลูกค้าเดิมที่ลดคำสั่งซื้อเป็นความท้าทายสำคัญ
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** แม้รายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกลับปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งกดดันอัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายในประเทศ:** ความสามารถในการเพิ่มสัดส่วนและมูลค่าการขายในประเทศเพื่อชดเชยยอดขายต่างประเทศ
* **การหาลูกค้ารายใหม่ในตลาดต่างประเทศ:** กลยุทธ์และผลลัพธ์ในการขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงลูกค้ารายเดิม
* **การบริหารต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและต้นทุนบริการให้สอดคล้องกับระดับรายได้
* **ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ:** การติดตามภาวะเศรษฐกิจในยุโรปและทั่วโลกที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและคำสั่งซื้อ
* **การเติบโตของธุรกิจสินเชื่อ:** ความคืบหน้าและผลตอบแทนจากการขยายธุรกิจสินเชื่อจำนำสังหาริมทรัพย์
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการขาย:** ลดลง 15.28% โดยหลักมาจากยอดขายต่างประเทศที่ลดลงเนื่องจากลูกค้ารายหลักในยุโรปสั่งซื้อน้อยลง
* **รายได้จากการให้บริการ:** ลดลง 38.11% ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รายได้รวมลดลง
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20% เป็น 31% เนื่องจากสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศซึ่งมีอัตรากำไรสูงขึ้น
* **สินค้าคงเหลือ:** ลดลง 44.33% สะท้อนถึงการบริหารจัดการสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
* **เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้:** เพิ่มขึ้นถึง 95.30% บ่งชี้ถึงการขยายธุรกิจสินเชื่อจำนำสังหาริมทรัพย์
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,558.06 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.04% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 7.20% ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 26.78% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและที่ดินรอการพัฒนา
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 14.99% เป็น 193.06 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 14.55% และหนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 16.34%
ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 1.82% เป็น 1,365.00 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงินจำนวน 22.96 ล้านบาท
## สรุปท้าย
KOOL เผชิญกับความท้าทายในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ด้วยรายได้รวมที่ลดลง 18.76% กดดันให้กำไรสุทธิหดตัวลง 14.69% ปัจจัยหลักมาจากยอดขายในต่างประเทศที่ลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนขายและต้นทุนบริการได้ดีขึ้น ประกอบกับการเพิ่มสัดส่วนการขายในประเทศที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การขยายธุรกิจสินเชื่อจำนำสังหาริมทรัพย์และการบริหารสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพเป็นสัญญาณบวก แต่ความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้ารายใหญ่ในต่างประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KOOL ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
126.72
ล้านบาท
↓ 22% YoY
กำไรขั้นต้น
44.18
ล้านบาท
↓ 31.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
34.87
%
กำไรสุทธิ
9.98
ล้านบาท
↑ 17400% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
7.87
%
D/E Ratio
0.29
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
127
↓ -22%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
44
↓ -31.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
10
↑ + 17400%
YoY
D/E Ratio
0.29
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KOOL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.29
ROE (%)
3.29
ROA (%)
3.72
Book Value/หุ้น
0.61
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KOOL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-71
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+54
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KOOL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-70.73
-78.76%
|
-332.96
-2,339.14%
|
14.87
-95.95%
|
367.48
+708.00%
|
45.48
+3,820.69%
|
1.16
-84.86%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
53.58
-82.55%
|
307.10
-454.13%
|
-86.72
-116.19%
|
535.54
+670.01%
|
69.55
-600.72%
|
-13.89
-867.40%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
9.93
-130.92%
|
-32.12
-247.14%
|
21.83
-102.21%
|
-988.63
+877.00%
|
-101.19
-1,503.47%
|
7.21
-15.87%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-7.25
-87.50%
|
-57.98
+15.77%
|
-50.08
-41.50%
|
-85.60
-740.72%
|
13.36
-342.03%
|
-5.52
-150.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
61.82
-10.18%
|
68.83
-45.49%
|
126.28
+89.89%
|
66.50
+125.42%
|
29.50
-15.74%
|
35.01
+29.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
31.12
-49.66%
|
61.82
-14.33%
|
72.16
-42.86%
|
126.28
+89.90%
|
0.00
-100.00%
|
29.50
-22.39%
|