บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
TU: ไทยยูเนี่ยนฟื้นตัวต่อเนื่อง FSSIA ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 11.7 บาท
P/E 9.12 YIELD 6.42 ราคา 10.80 (0.00%)
text-primary FSSIA มองกำไร Q2/25 โตต่อเนื่อง แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน
FSS International Investment Advisory Securities (FSSIA) ประเมินว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2568 ที่ 1.18 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหนุนมาจากการเติบโตของรายได้สกุลดอลลาร์สหรัฐในทุกกลุ่มธุรกิจ ยกเว้นอาหารแช่แข็ง
text-primary คาดการณ์ยอดขายฟื้นตัว
FSSIA คาดการณ์ว่าปริมาณยอดขายในไตรมาส 2/2568 จะฟื้นตัวได้ดี โดยได้รับการสนับสนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศไทย นอกจากนี้ คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 19% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของเป้าหมายทั้งปี เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายและต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
text-primary ข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษี GMT และนโยบายกีดกันทางการค้า
ผู้บริหารของ TU ได้ปรับลดประมาณการภาระภาษีเพิ่มเติมจาก Global Minimum Tax (GMT) สำหรับปี 2568 ลงเหลือ 100-150 ล้านบาท จากเดิมที่ 300 ล้านบาท เนื่องจากกำไรที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงประมาณการผลกระทบจากภาษี GMT ในปีต่อๆ ไปไว้ที่ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ผู้บริหารยังมองเห็นแนวโน้มคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก โดยไม่มีสัญญาณว่าคำสั่งซื้อจะชะลอตัว TU ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 3-4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นที่ 18-19% โดยอิงจากสมมติฐานภาษี 10% ตลอดทั้งปี หากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีเป็น 18% ตามที่มีการคาดการณ์ ผู้บริหารเชื่อว่าผลกระทบจะมีจำกัด เนื่องจาก TU จะไม่ดูดซับต้นทุนภาษี แต่จะผลักภาระไปยังผู้บริโภคแทน นอกจากนี้ TU วางแผนที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังโรงงานในเซเชลส์และกานา ซึ่งมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าประเทศไทย
text-primary สรุปและคำแนะนำ
FSSIA ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ขึ้น 11% เป็น 4.2 พันล้านบาท (-15% y-y) เนื่องจากคาดการณ์ผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ดีขึ้น ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 22% YTD และปัจจุบันซื้อขายที่ 10.8 เท่าของ P/E ปี 2568 โดยมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดหวัง 6% ต่อปี อย่างไรก็ตาม FSSIA ยังคงติดตามการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อและพัฒนาการในนโยบายภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
FSSIA คงคำแนะนำ "HOLD" สำหรับ TU โดยปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 11.7 บาท (จากเดิม 11.0 บาท) โดยมีราคาเป้าหมายใหม่คำนวณจาก การประเมินมูลค่าด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยใช้ต้นทุนส่วนของผู้ถือหุ้น (Cost of Equity: COE) ที่ 10% และอัตราการเติบโตระยะยาว (Terminal Growth Rate: TGR) ที่ 2%