เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TFMAMA กำไร Q2/2569 ยืนระยะได้แม้รายได้ลดลง รับอานิสงส์ต้นทุนวัตถุดิบขาลงหนุนมาร์จิน
ข่าวสาร

TFMAMA กำไร Q2/2569 ยืนระยะได้แม้รายได้ลดลง รับอานิสงส์ต้นทุนวัตถุดิบขาลงหนุนมาร์จิน

TFMAMA P/E 16.97 YIELD 2.45
7 วัน 12:53 น. 0 ความเห็น

อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นชดเชยยอดขายที่ชะลอตัวจากปัจจัยลบด้านกำลังซื้อและสถานการณ์ชายแดน

บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทฯ อยู่ที่ 939.77 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากการขายจะปรับตัวลดลงร้อยละ 3.63 มาอยู่ที่ 6,684.17 ล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองกำไรสุทธิไว้ได้คือการบริหารจัดการต้นทุนขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นจากร้อยละ 31.73 ในปีก่อน มาอยู่ที่ร้อยละ 33.47 ในไตรมาสนี้

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของผลประกอบการในไตรมาสนี้คือ "การบริหารต้นทุนขายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ" ซึ่งสามารถชดเชยผลกระทบจากการหดตัวของยอดขายทั้งในและต่างประเทศได้อย่างสมดุล

1) หัวใจคืออะไร:

ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิยังคงเติบโต (แม้เพียงเล็กน้อย) คือการลดลงของต้นทุนขายที่ร้อยละ 6.08 ซึ่งส่งผลโดยตรงให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31.73 เป็นร้อยละ 33.47 ในขณะที่รายได้จากการขายรวมลดลงร้อยละ 3.63 เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวหลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

  • ด้านต้นทุน: ราคาวัตถุดิบหลักที่ปรับตัวลดลงเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนขายต่อรายได้ลง ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดีขึ้น
  • ด้านรายได้: ยอดขายบะหมี่และอาหารกึ่งสำเร็จรูปในประเทศลดลงร้อยละ 1.94 จากการสิ้นสุดโครงการ "คนละครึ่งพลัส" และการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนตลาดต่างประเทศได้รับผลกระทบจากกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ทำให้ยอดขายกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.80 นอกจากนี้ กลุ่มเบเกอรี่ยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งรายใหม่และการปรับลดราคาขาย

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจนและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถานการณ์ชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายในพื้นที่ดังกล่าว ส่วนทิศทางราคาวัตถุดิบยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่บริษัทต้องบริหารจัดการ ทั้งนี้ ฝ่ายจัดการได้เตรียมมาตรการเชิงรุก ทั้งการปรับกลยุทธ์การตลาด การขยายช่องทางจัดจำหน่าย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 939.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.23% YoY
  • รายได้จากการขาย: 6,684.17 ล้านบาท ลดลง 3.63% YoY
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ปรับตัวดีขึ้นแตะระดับ 33.47% (จาก 31.73% ใน Q2/2568)
  • ต้นทุนขาย: ลดลง 6.08% YoY สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง
  • ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 1.65% YoY จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด โฆษณา และค่าเสื่อมราคา

ภาพรวมผลประกอบการ

รายได้จากการขายรวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 6,684.17 ล้านบาท ลดลง 3.63% YoY และสำหรับงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 13,063.86 ล้านบาท ลดลง 6.60% YoY โดยได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่แผ่วลงและปัญหาชายแดน อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนขายที่ทำได้ดีส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ยังคงยืนระยะได้ใกล้เคียงกับปีก่อน

โอกาส

  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง
  • การปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพื่อชดเชยยอดขายที่หายไปจากตลาดชายแดน

ความเสี่ยง

  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้า
  • ภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่
  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงเปราะบาง

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  1. ความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าจะคลี่คลายลงหรือไม่
  2. ความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกในการขยายช่องทางจำหน่ายและผลิตภัณฑ์ใหม่
  3. แนวโน้มราคาวัตถุดิบหลักในตลาดโลกที่จะส่งผลต่อ GPM ในไตรมาสถัดไป
  4. การแข่งขันด้านราคาในกลุ่มเบเกอรี่ที่อาจกดดันมาร์จินเพิ่มเติม

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)

บริษัทฯ เผชิญความท้าทายในกลุ่มบะหมี่และอาหารกึ่งสำเร็จรูปทั้งในและต่างประเทศ โดยยอดขายในประเทศลดลง 1.94% และต่างประเทศลดลง 3.80% ขณะที่กลุ่มเบเกอรี่ลดลง 2.14% จากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างไรก็ตาม การลดลงของต้นทุนขายถึง 6.08% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสต็อกและต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยพยุงผลประกอบการในไตรมาสนี้

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 53,173.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.10% จากสิ้นปี 2568 โดยมีกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานแข็งแกร่งที่ 2,078.37 ล้านบาท สำหรับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ระดับต่ำเพียง 0.10 เท่า สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีความเสี่ยงทางการเงินต่ำมาก

สรุปท้าย

TFMAMA สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในไตรมาส 2/2569 ได้อย่างน่าสนใจแม้เผชิญแรงกดดันด้านรายได้จากการบริโภคที่ชะลอตัวและปัญหาชายแดน โดยมี "ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง" เป็นตัวช่วยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความสามารถในการปรับตัวผ่านกลยุทธ์เชิงรุกของบริษัทฯ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่เข้มข้นในอุตสาหกรรมอาหารต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น