TAKUNI Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 34.9% รับผลกระทบธุรกิจขายแก๊สปรับโครงสร้าง
รายได้รวมเติบโต 6.6% แต่กำไรสุทธิลดลงแรง เหตุต้นทุนพุ่ง-ธุรกิจแก๊สเปลี่ยนทิศ
บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TAKUNI รายงานผลประกอบการสำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 มีรายได้รวม 1,970.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับลดลงถึง 34.94% มาอยู่ที่ 78.81 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจขายแก๊ส และต้นทุนที่สูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — การปรับโครงสร้างธุรกิจขายแก๊สและต้นทุนที่สูงขึ้นกดดันกำไร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TAKUNI ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 ลดลง 34.94% มาอยู่ที่ 78.81 ล้านบาท มาจาก การปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจขายแก๊ส ซึ่งส่งผลให้รายได้จากธุรกิจนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 8.98% และ ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่สูงขึ้น 39.01%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ธุรกิจขายแก๊ส: บริษัทมีนโยบายมุ่งสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงได้ขายคลังแก๊สในจังหวัดปทุมธานีออกไปในไตรมาส 1/66 และอยู่ระหว่างการทำสัญญาจะซื้อจะขายคลังแก๊สในจังหวัดพิจิตรในไตรมาส 3/66 ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจนี้ลดลงถึง 31.12%
- ต้นทุนขายและบริการ: ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่รายได้ลดลงเนื่องจากเป็นช่วงปลายสัญญา และธุรกิจทดสอบความปลอดภัยที่ปีนี้ไม่มีโครงการขนาดใหญ่เหมือนปีก่อน นอกจากนี้ ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคลที่เพิ่งลงทุนไปก็อยู่ระหว่างการปรับปรุงและควบคุมค่าใช้จ่าย
- ค่าใช้จ่ายในการบริหาร: ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 39.01% มาจากการลงทุนในบริษัทย่อยธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคล 51% รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากการปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักไปสู่พลังงานสะอาดและการลงทุนในธุรกิจใหม่
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การลดลงของรายได้และกำไรจากธุรกิจขายแก๊สเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อมุ่งสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นทิศทางที่บริษัทตั้งใจไว้ และคาดว่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นเมื่อมีการรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ส่วนต้นทุนที่สูงขึ้นนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในธุรกิจใหม่และการปรับโครงสร้างอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะสั้น
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม 1,970.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.63% YoY: ได้แรงหนุนจากธุรกิจขนส่งทางบกที่เติบโต 94.15% และธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ติดแก๊สที่เพิ่มขึ้น 20.69% รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ยังคงเติบโต 4.55%
- กำไรสุทธิ 78.81 ล้านบาท ลดลง 34.94% YoY: เป็นผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจขายแก๊สที่รายได้ลดลง 31.12% และต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 8.98% รวมถึงค่าใช้จ่ายบริหารที่สูงขึ้น 39.01%
- ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมี Backlog 3,580 ล้านบาท: เป็นรายได้ที่รอการรับรู้ในอนาคต จากงานก่อสร้างน้ำมันและแก๊สที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
- ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคล: บริษัทได้ลงทุนในบริษัทย่อยสัดส่วน 51% และมีรายได้ 6 เดือนแรกปี 66 จำนวน 120.27 ล้านบาท คาดหวังการเติบโตในอนาคต
- สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 0.88%: โดยมีสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาเพิ่มขึ้น 54.50% จากการรับรู้รายได้งานก่อสร้างที่ค้างอยู่
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายและให้บริการอยู่ที่ 1,970.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.63% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของธุรกิจขนส่งทางบก (เพิ่มขึ้น 94.15%) และธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ติดตั้้งระบบแก๊ส (เพิ่มขึ้น 20.69%) รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ยังคงเติบโตได้ 4.55% อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นลดลง 9.58% มาอยู่ที่ 211.77 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ธุรกิจขายแก๊สลดลงอย่างมากจากการปรับเปลี่ยนธุรกิจ และการไม่มีโครงการขนาดใหญ่ในธุรกิจทดสอบความปลอดภัยเมื่อเทียบกับปีก่อน ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 39.01% ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 34.94% มาอยู่ที่ 78.81 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจขนส่งทางบก: การขยายฐานลูกค้าในส่วนงานขนส่ง LPG กับบุคคลภายนอกเพิ่มขึ้น
- ความสนใจติดตั้งระบบแก๊ส: แนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและโรงงานอุตสาหกรรมหันมาติดตั้งระบบแก๊สมากขึ้น
- Backlog ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง: มีงานรอรับรู้รายได้จำนวน 3,580 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในงวดถัดไป
- ธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคล: เป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทคาดหวังการเติบโตในอนาคต
ความเสี่ยง
- การปรับเปลี่ยนธุรกิจขายแก๊ส: การขายคลังแก๊สและเปลี่ยนประเภทผู้ค้าส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรในระยะสั้น
- ต้นทุนที่สูงขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจใหม่และการปรับโครงสร้าง
- ความไม่แน่นอนของโครงการ: รายได้จากธุรกิจทดสอบความปลอดภัยลดลงเนื่องจากปีนี้ไม่มีโครงการขนาดใหญ่เหมือนปีก่อน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ความคืบหน้าการรับรู้รายได้จาก Backlog: การส่งมอบงานในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างน้ำมันและแก๊ส
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคล: ศักยภาพการเติบโตและการควบคุมค่าใช้จ่าย
- การปรับตัวของธุรกิจขายแก๊ส: การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงิน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
- ราคา Commodity/ASP: ไม่ได้ระบุถึงราคา commodity หรือ ASP โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงแนวโน้มราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหนุนธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ติดตั้้งระบบแก๊ส
- ปริมาณขาย-ผลิต: ไม่ได้ระบุปริมาณขายหรือผลิตโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนประเภทผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เป็นมาตรา 10 ซึ่งส่งผลให้ไม่ต้องสำรองแก๊ส 2% ของปริมาณขาย
- ต้นทุนต่อหน่วย: ไม่ได้ระบุต้นทุนต่อหน่วยโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น
- กำลังการผลิต: ไม่ได้ระบุถึงกำลังการผลิต
- โครงการลงทุน: มีการลงทุนในธุรกิจจัดสรรทรัพยากรบุคคล และมีโครงการก่อสร้างน้ำมันและแก๊สที่รอการรับรู้รายได้
- กฎระเบียบพลังงาน/สิ่งแวดล้อม: มีการกล่าวถึงนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการเปลี่ยนประเภทผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 3,207.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.88% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 7.62% จากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญา (979.26 ล้านบาท) ซึ่งเกิดจากการรับรู้รายได้งานก่อสร้างที่ค้างอยู่ ขณะที่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือลดลง
หนี้สินรวมอยู่ที่ 1,597.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.65% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลงเล็กน้อย 1.52% แม้ว่าหนี้สินที่เกิดจากสัญญาจะเพิ่มขึ้น 35.24% จากโครงการก่อสร้างใหม่ แต่เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่นลดลงจากการปรับโครงสร้างธุรกิจขายแก๊สและธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่อยู่ในช่วงปลายสัญญา ส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 1,609.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.10% โดยมีกำไรสะสมลดลงเล็กน้อยจากการจ่ายเงินปันผล
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ Current Ratio ที่ 1.22 เท่า, Debt to Equity Ratio ที่ 1.55 เท่า และ Interest Bearing Debt to Equity Ratio ที่ 0.16 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นและมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ในระดับต่ำ
สรุปท้าย
TAKUNI ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันจากผลกระทบของการปรับโครงสร้างธุรกิจขายแก๊ส ซึ่งส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้จากการขยายตัวของธุรกิจขนส่งทางบกและอุปกรณ์ติดแก๊ส รวมถึง Backlog ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะเป็นปัจจัยหนุนในอนาคต แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดจะเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป