HMPRO กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 14% รับแรงหนุนยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า-บริหารต้นทุน
รายได้รวมโต 3.43% อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งแตะ 27.73% ฝ่ายจัดการเน้นกลยุทธ์ Private Brand และควบคุม SG&A
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,594.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวมเติบโต 3.43% และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์และการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวอย่างจำกัด
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: บริการ
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ HMPRO ในไตรมาส 2 ปี 2569 ให้เติบโตถึง 13.99% มาจากสองปัจจัยหลัก คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้รวม 3.43% และการปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin - GPM) ที่เพิ่มขึ้นจาก 25.82% ในปีก่อน เป็น 27.73% ในไตรมาสนี้
ปัจจัยที่ทำให้ GPM ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เกิดจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่มที่มีอัตรากำไรสูง และการผลักดันสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Brand) ประกอบกับความสามารถในการบริหารจัดการราคาจำหน่ายและต้นทุนสินค้าได้อย่างเหมาะสม แม้จะมีต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
ส่วนการเติบโตของรายได้รวม 3.43% มาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า 3.22% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขายสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน นอกจากนี้ รายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นก็มีการเติบโตเล็กน้อยเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในอนาคต ฝ่ายจัดการได้เน้นย้ำถึงการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์และการผลักดัน Private Brand อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ GPM ในระยะยาว ส่วนการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ก็เป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ยังคงต้องพึ่งพากำลังซื้อของผู้บริโภคและปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ประเมินว่าปัจจัยนั้นมีโอกาสต่อเนื่องหรือเป็นครั้งคราว: มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการ Product Mix และการผลักดัน Private Brand ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ที่จะช่วยรักษาและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นในระยะยาว ส่วนการเติบโตของรายได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็นอาจเป็นปัจจัยชั่วคราวตามฤดูกาล แต่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาดร่วมกับพันธมิตรทางการค้าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 13.99% YoY: อยู่ที่ 1,594.18 ล้านบาท จาก 1,398.55 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q2/2569 เพิ่มขึ้น 3.43% YoY: อยู่ที่ 18,054.87 ล้านบาท จาก 17,456.81 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) พุ่งสูงขึ้น: จาก 25.82% เป็น 27.73% หนุนโดย Product Mix และ Private Brand
- ค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้เพิ่มขึ้น: จาก 19.47% เป็น 20.61% โดยมีค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น
- ครึ่งปีแรก 2569 กำไรสุทธิลดลง 3.47% YoY: อยู่ที่ 2,998.15 ล้านบาท จาก 3,105.93 ล้านบาท เนื่องจากรายได้รวมลดลง 2.51% YoY
- เปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง: ณ สิ้น Q2/2569 มีสาขารวม 134 แห่ง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 HMPRO มีรายได้รวม 18,054.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น 3.22% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นที่ได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน ขณะที่รายได้ค่าเช่าและรายได้อื่นก็มีการเติบโตเล็กน้อย
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 25.82% ในปีก่อน เป็น 27.73% ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix) ที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ากำไรสูงและ Private Brand รวมถึงการบริหารจัดการราคาและต้นทุนสินค้าได้ดี
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 19.47% เป็น 20.61% โดยมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายบางส่วนลดลง เช่น ค่าซ่อมแซม ค่าสาธารณูปโภค และค่าการตลาด
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 2,998.15 ล้านบาท ลดลง 3.47% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 2.51% ซึ่งได้รับผลกระทบจากฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนจากมาตรการ Easy E-Receipt และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
โอกาส
- การบริหาร Product Mix และ Private Brand: เป็นกลยุทธ์หลักที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างต่อเนื่อง
- การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด: ร่วมกับพันธมิตรทางการค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายผ่านทั้งช่องทางสาขาและออนไลน์
- การขยายสาขาและการปรับรูปแบบสาขา: การเปิดสาขาใหม่และการปรับรูปแบบเป็น Hybrid Store ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้า
- การติดตั้ง Solar Rooftop: การขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
- โครงการ Circular Economy (Trade-In): ส่งเสริมการรีไซเคิลและสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์เก่า ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์: ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความผันผวนของต้นทุนสินค้าและพลังงาน
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้าน
- ต้นทุนค่าขนส่งและพลังงานที่ผันผวน: อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและอัตรากำไร
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค: ความต้องการสินค้าและบริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์และเทคโนโลยี
- การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง: ความเสี่ยงจากการมีสินค้าคงคลังมากเกินไปหรือน้อยเกินไป
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภค: การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปัจจัยมหภาคที่จะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอย
- ประสิทธิภาพการบริหาร Product Mix และ Private Brand: การรักษาและเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นในระยะยาว
- การควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A: ความสามารถในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
- การเติบโตของยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์: การขยายตัวของ Omni-channel และการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
- แผนการขยายสาขาและการปรับปรุงสาขาเดิม: การเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มยอดขาย
- ผลกระทบจากสภาพอากาศ: ความร้อนจัดหรือฤดูฝนที่อาจส่งผลต่อความต้องการสินค้าบางกลุ่ม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
รายได้และยอดขาย: รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 3.43% YoY โดยรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 3.22% ได้รับแรงหนุนจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสภาพอากาศร้อนจัดในเดือนเมษายน ขณะที่รายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น 1.73% จากการจัดเก็บรายได้พื้นที่เช่าได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 10.39% จากกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้าที่เพิ่มขึ้น
อัตรากำไร: อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจาก 25.82% เป็น 27.73% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหาร Product Mix ที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มสัดส่วนสินค้ากำไรสูงและ Private Brand รวมถึงการบริหารราคาและต้นทุนสินค้าได้อย่างเหมาะสม แม้ต้นทุนค่าขนส่งจะสูงขึ้น
ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 19.47% เป็น 20.61% โดยมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าเสื่อมราคา และค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น
การขยายสาขา: เปิดสาขาใหม่ 2 แห่งใน Q2/2569 ทำให้มีสาขารวม 134 แห่ง (โฮมโปร 87, โฮมโปรเอส 4, เมกาโฮม 21, ไฮบริดสโตร์ 15, โฮมโปรมาเลเซีย 7)
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
สินทรัพย์: ณ สิ้น Q2/2569 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 67,514.26 ล้านบาท ลดลง 4.44% จากสิ้นปี 2568 โดยหลักมาจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ลูกหนี้การค้า และที่ดิน อาคารและอุปกรณ์
หนี้สิน: หนี้สินรวมอยู่ที่ 41,642.45 ล้านบาท ลดลง 6.53% จากสิ้นปี 2568 โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง อัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.61 เท่า
ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 25,871.81 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.86% จากสิ้นปี 2568 อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 23.08%
กระแสเงินสด: เงินสดสุทธิจากกิจกรรมการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 4,466.23 ล้านบาท แต่เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุนและจัดหาเงินรวมกันทำให้กระแสเงินสดในรอบปีลดลง 2,788.25 ล้านบาท อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.82 เท่า
สรุปท้าย
HMPRO โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งขึ้น 13.99% จากการบริหารจัดการ Product Mix และ Private Brand ที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังคงเผชิญความท้าทาย แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดและการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความเสี่ยงด้านต้นทุนและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป