TEGH กำไรสุทธิ Q2/66 ดิ่ง 71% สวนทางรายได้ธุรกิจพลังงานทดแทนโต
รายได้รวมหด 17.75% กดดันกำไรสุทธิ ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนยังเติบโตได้ดี
บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH รายงานผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 106.15 ล้านบาท ลดลง 71.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงในธุรกิจหลัก ขณะที่รายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ยังคงเติบโตได้ดี
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ TEGH ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ลดลง 71.10% มาจาก ราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ในธุรกิจหลัก โดยเฉพาะยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้จากการขายและอัตรากำไรขั้นต้น แม้ว่าปริมาณการขายในบางส่วนจะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ: รายได้รวมลดลง 10.12% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายยางแท่งลดลง 8.79% แม้ว่าปริมาณการขายจะเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยางล้อ แต่ ราคาขายเฉลี่ยลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ลดลงจาก 94.56% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 83.02%
- ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ: รายได้รวมลดลงถึง 43.35% แม้ปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการภายในประเทศ แต่ ราคาขายเฉลี่ยลดลงค่อนข้างมาก ตามราคาตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.94% มาอยู่ที่ 13.95% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงตามราคาตลาดเช่นกัน
- ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์: เป็นธุรกิจเดียวที่ยังคงเติบโตได้ดี โดยรายได้เพิ่มขึ้น 23.79% จากปริมาณการรับกำจัดกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นและอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 1.25% เป็น 1.71%
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 60.31% ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการส่งออก และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขนส่งที่สูงขึ้น
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว / ยังไม่ชัด ต้องติดตาม
ปัจจัยด้านราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงในธุรกิจยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบ เป็นปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดโลกและอุปสงค์อุปทาน ซึ่งอาจมีความผันผวนและไม่แน่นอน การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยางล้ออาจช่วยหนุนปริมาณการขายยางธรรมชาติได้ แต่การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยกดดัน ส่วนธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบก็ขึ้นอยู่กับราคาตลาดเช่นกัน ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและอัตราค่าบริการที่ปรับขึ้น
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 106.15 ล้านบาท ลดลง 71.10% YoY
- รายได้จากการขายรวม 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 6,202.68 ล้านบาท ลดลง 17.75% YoY
- ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ รายได้ลดลง 10.12% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น
- ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ รายได้ลดลง 43.35% YoY จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น
- ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ รายได้เติบโต 23.79% YoY จากปริมาณและอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้นรวมลดลงเล็กน้อยจาก 9.48% เป็น 9.38% โดยธุรกิจยางธรรมชาติ GPM ลดลง ขณะที่ธุรกิจปาล์มดิบ GPM เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 60.31% YoY
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการรวม 6,202.68 ล้านบาท ลดลง 17.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ 10.12% และธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ 43.35% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์มีการเติบโต 23.79% ต้นทุนขายและการให้บริการลดลง 17.66% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมลดลง 18.58% มาอยู่ที่ 582.07 ล้านบาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย ทำให้กำไรสุทธิสำหรับงวดลดลง 71.10% มาอยู่ที่ 106.15 ล้านบาท
โอกาส
- การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยางล้อ: เป็นปัจจัยบวกต่อปริมาณการขายยางธรรมชาติ
- ความต้องการภายในประเทศเพิ่มขึ้น: สำหรับน้ำมันปาล์มดิบ ช่วยหนุนปริมาณการขาย
- การเติบโตของธุรกิจพลังงานทดแทน: จากความต้องการบริการจัดการกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้น และการปรับขึ้นอัตราค่าบริการ
- การลงทุนขยายกำลังการผลิต: โครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งของ EQR และ TEI รวมถึงการก่อสร้าง Biogas Zone 3 ในธุรกิจพลังงานทดแทน จะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในอนาคต
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาขายเฉลี่ยของยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบมีความอ่อนไหวต่อสภาวะตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไร
- ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น: ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่าย
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในงวดนี้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง แต่ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาขายเฉลี่ยของยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก
- ปริมาณการขายและอัตรากำไรของธุรกิจยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบ
- การเติบโตของรายได้และกำไรในธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์
- ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น
- ความคืบหน้าของโครงการขยายกำลังการผลิต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ยางธรรมชาติ: รายได้ลดลง 10.12% เป็น 5,117.10 ล้านบาท โดยรายได้ยางแท่งลดลง 8.79% แม้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น แต่ราคาขายเฉลี่ยลดลง อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 94.56% เป็น 83.02%
- น้ำมันปาล์มดิบ: รายได้ลดลง 43.35% เป็น 1,014.58 ล้านบาท โดยรายได้น้ำมันปาล์มดิบลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 3.94% เป็น 13.95% จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง
- พลังงานทดแทน: รายได้เพิ่มขึ้น 23.79% เป็น 65.00 ล้านบาท จากปริมาณการรับกำจัดกากอินทรีย์และอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 1.25% เป็น 1.71%
- ต้นทุน: ต้นทุนขายรวมลดลง 17.66% โดยต้นทุนยางธรรมชาติลดลง 7.64% จากราคาวัตถุดิบที่ลดลง ส่วนต้นทุนน้ำมันปาล์มดิบลดลง 47.05% จากราคาวัตถุดิบที่ลดลง
- ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 60.31% จากค่าสงเคราะห์สวนยางและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายบริหารเพิ่มขึ้น 6.90% จากค่าวิจัยพัฒนา
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมลดลง 14.05% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากเงินสดลดลงจากการจ่ายปันผล, ลูกหนี้การค้าลดลงตามรายได้ และสินค้าคงเหลือลดลง อย่างไรก็ตาม ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในโครงการขยายกำลังการผลิต หนี้สินรวมลดลง 21.68% ส่วนใหญ่จากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 5.38% จากการจ่ายเงินปันผล