BLESS Q2/2569 พลิกขาดทุน สวนทางรายได้โต เหตุค่าคอมฯ เร่งระบายสต็อก
รายได้โต 33% แต่กำไรสุทธิหด เหตุค่าใช้จ่ายพุ่งสูงจากการเร่งขาย ขณะที่รายได้อื่นหายไป
บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 6.15 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1.04 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะเติบโตถึง 33.2% มาอยู่ที่ 110.44 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะค่าคอมมิชชั่นจากการเร่งระบายสินค้าคงค้าง ประกอบกับการหายไปของรายได้อื่น ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการพลิกเป็นขาดทุน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ BLESS ในไตรมาส 2/2569 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยเฉพาะค่าคอมมิชชั่นจากการขายที่พุ่งสูงขึ้นถึง 42 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์การเร่งระบายสินค้าคงเหลือในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ประกอบกับ รายได้อื่นที่ลดลงอย่างมากถึง 9.01 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ทำให้แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโตได้ดีถึง 50% แต่ภาพรวมกำไรสุทธิกลับได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น: ฝ่ายจัดการได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเร่งระบายสินค้าคงเหลือ โดยการเพิ่มค่าคอมมิชชั่นให้กับที่ปรึกษางานขาย ทำให้สัดส่วนค่าคอมมิชชั่นต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 36-43% ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อแลกกับยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นในภาวะตลาดที่ท้าทาย การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่ลดลง และเมื่อรวมกับการหายไปของรายได้อื่นซึ่งเป็นรายการพิเศษในปีที่แล้ว ทำให้ผลประกอบการโดยรวมพลิกเป็นขาดทุน นอกจากนี้ การรับรู้รายได้ภาษีที่ลดลง 13.2 ล้านบาท เนื่องจากความไม่แน่นอนในการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนบางส่วน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการขาดทุนในรอบนี้ คือ "ค่าคอมมิชชั่นที่เพิ่มขึ้น" ซึ่งเป็นผลมาจากกลยุทธ์การเร่งระบายสินค้าคงเหลือ มีลักษณะเป็นครั้งคราว โดยฝ่ายจัดการได้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อแลกกับยอดโอนในภาวะตลาดชะลอตัว หากตลาดกลับมาฟื้นตัว หรือบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการสต็อกได้ดีขึ้น ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีโอกาสปรับลดลงได้ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นการตัดสินใจ "เชิงกลยุทธ์" เพื่อแลกกับยอดโอน อาจบ่งชี้ว่ากลยุทธ์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการระบายสต็อก หรือจนกว่าสภาวะตลาดจะเอื้ออำนวยมากขึ้น
Highlight สำคัญ
- พลิกขาดทุนสุทธิ 6.15 ล้านบาท: เทียบกับกำไร 1.04 ล้านบาทใน Q2/2568 แม้รายได้รวมโต 33.2%
- รายได้จากการขายและบริการโต 50%: หนุนโดยการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัย
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารพุ่ง 252%: หลักๆ มาจากค่าคอมมิชชั่นเร่งระบายสต็อก 42 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น: จาก 29.42% เป็น 31.96% ใน Q2/2569 สะท้อนการบริหารต้นทุนขาย
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 32.7%: จากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว
- สินทรัพย์รวมลดลง 3.54%: เป็นผลจากการแปลงสินค้าคงเหลือเป็นเงินสดและนำไปชำระหนี้ (Deleveraging)
- หนี้สินรวมลดลง 6.43%: โดยหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระใน 1 ปี ลดลง 95.5 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2/2569 BLESS มีรายได้รวม 110.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 109.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 50.0% ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม รายได้อื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 92.1% ทำให้รายได้รวมเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้หลัก
ในด้านต้นทุนขายและให้บริการ ต้นทุนเพิ่มขึ้น 44.6% ตามปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์ แต่เป็นอัตราที่ช้ากว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นจาก 29.42% เป็น 31.96%
แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 251.7% โดยหลักมาจากค่าคอมมิชชั่นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 42 ล้านบาท จากการใช้กลยุทธ์เร่งระบายสินค้าคงเหลือผ่านที่ปรึกษางานขาย ทำให้สัดส่วนค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ต้นทุนทางการเงินลดลง 32.7% จากการนำกระแสเงินสดจากการโอนกรรมสิทธิ์ไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว
ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ 6.15 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1.04 ล้านบาท
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 250.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.4% โดยมีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 69.3% ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 60.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นเป็น 34.61% แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นถึง 277.7% ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 11.50 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6.10 ล้านบาท
โอกาส
- การเร่งระบายสินค้าคงเหลือ: กลยุทธ์การเพิ่มค่าคอมมิชชั่น แม้จะส่งผลกระทบต่อกำไรในระยะสั้น แต่เป็นการเปิดโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าจากสินค้าคงเหลือ และสร้างกระแสเงินสดจากการขาย
- การบริหารจัดการต้นทุน: อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ลดลง สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทฯ
- การลดภาระหนี้สิน: การนำกระแสเงินสดจากการโอนกรรมสิทธิ์ไปชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสร้างโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น
ความเสี่ยง
- ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว: เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งอาจทำให้บริษัทฯ ต้องใช้กลยุทธ์การขายที่เข้มข้นขึ้น และส่งผลต่ออัตรากำไร
- ความไม่แน่นอนในการรับรู้รายได้ภาษี: การที่บริษัทฯ ใช้หลักความระมัดระวังในการไม่รับรู้รายได้ภาษีจากผลขาดทุนบางส่วน อาจส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิในระยะสั้น หากยังมีความไม่แน่นอนในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี (DTA)
- การพึ่งพารายได้อื่น: การที่รายได้อื่นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความผันผวนของรายได้ส่วนนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้รวมหากไม่สามารถชดเชยด้วยรายได้หลักได้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ทิศทางค่าคอมมิชชั่น: จะมีการปรับลดลงหรือไม่ในไตรมาสถัดไป หากกลยุทธ์การระบายสต็อกประสบความสำเร็จ
- ยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์: การเติบโตของรายได้จากการขายและบริการในไตรมาสถัดไป จะยังคงรักษาโมเมนตัมได้หรือไม่
- การบริหารจัดการสต็อก: ความคืบหน้าในการระบายสินค้าคงเหลือ และผลกระทบต่ออัตรากำไร
- การรับรู้รายได้ภาษี: ความชัดเจนในการใช้ประโยชน์จาก DTA และผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: แนวโน้มการลดลงของหนี้สิน และผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
การโอนกรรมสิทธิ์: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของรายได้ในไตรมาสนี้ โดยรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นถึง 50% YoY สะท้อนถึงความสำเร็จในการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัย
Presale และ Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Presale และ Backlog โดยตรง แต่การที่ฝ่ายจัดการใช้กลยุทธ์เร่งระบายสินค้าคงเหลือผ่านค่าคอมมิชชั่นที่สูงขึ้น อาจบ่งชี้ว่าบริษัทฯ ต้องการเร่งสร้างยอดโอนจากสต็อกที่มีอยู่
อัตรากำไรโครงการ (Gross Profit Margin): ปรับตัวดีขึ้นจาก 29.42% เป็น 31.96% ใน Q2/2569 และ 31.18% เป็น 34.61% ในงวด 6 เดือนแรก ซึ่งเป็นสัญญาณบวกของการบริหารจัดการต้นทุนขายและราคาขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้นทุนก่อสร้าง: ไม่ได้มีการระบุข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับต้นทุนก่อสร้าง แต่ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการโอนกรรมสิทธิ์นั้นสอดคล้องกับการเติบโตเชิงปริมาณ
D/E Ratio: แม้จะไม่ได้ระบุ D/E Ratio โดยตรง แต่การที่หนี้สินรวมลดลง 6.43% และมีการนำกระแสเงินสดไปชำระคืนหนี้สินระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มการลดลงของ D/E Ratio และการลดความเสี่ยงทางการเงิน (Deleveraging)
กระแสเงินสดจากโครงการ: การที่บริษัทฯ นำกระแสเงินสดจากการโอนกรรมสิทธิ์ไปชำระคืนหนี้สินระยะยาว แสดงให้เห็นถึงการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการหนี้สินได้
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ อยู่ที่ 2,158.48 ล้านบาท ลดลง 3.54% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของสินค้าคงเหลือ 92.78 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่เพิ่มขึ้น
หนี้สินรวมอยู่ที่ 985.85 ล้านบาท ลดลง 6.43% โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 63.72 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการชำระคืนหนี้สินระยะยาวที่ถึงกำหนดภายใน 1 ปี ขณะเดียวกันมีการเบิกใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น 31 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมจากบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,172.63 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.97% เท่ากับจำนวนผลขาดทุนเบ็ดเสร็จสำหรับงวด 6 เดือนแรก
ภาพรวมงบดุลสะท้อนถึงการลดความเสี่ยงทางการเงิน (De-risking) ผ่านการแปลงสินค้าคงเหลือเป็นกระแสเงินสดและนำไปชำระคืนหนี้สิน
สรุปท้าย
BLESS ในไตรมาส 2/2569 เผชิญกับความท้าทายจากการพลิกขาดทุนสุทธิ แม้รายได้จากการขายและบริการจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 50% ปัจจัยกดดันหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่พุ่งสูงขึ้นจากการเร่งระบายสต็อก และการหายไปของรายได้อื่น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร รวมถึงการลดลงของต้นทุนทางการเงินและหนี้สินรวม เป็นสัญญาณเชิงบวกที่แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการภายใน แม้ภาพรวมผลประกอบการจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากสภาวะตลาดและกลยุทธ์การขายที่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มค่าคอมมิชชั่นและยอดขายในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะยาว