STECH Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 16.41% เหตุรายได้หลักวูบ ขณะที่ต้นทุนการเงินพุ่ง
รายได้จากการขายและบริการลดลง 26.38% กดดันผลประกอบการ ขณะที่รายได้อื่นพุ่งสูงจากการกลับรายการประมาณการหนี้สิน
บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 39.62 ล้านบาท ลดลง 16.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ STECH ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง มาจาก การหดตัวของรายได้จากการขายและบริการที่สูงถึง 26.38% ประกอบกับ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 47.44% ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากการขายและบริการที่ลดลงนั้น เป็นผลมาจากการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงในตลาด และการที่ช่วงหกเดือนแรกของปี 2565 มีการส่งมอบงานในปริมาณที่สูงจากงานของเอกชนรายหนึ่ง ทำให้รายได้ในปีนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น เกิดจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นในปี 2566 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทฯ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
จากข้อมูลที่ระบุในเอกสาร ยังไม่ชัดเจนว่าปัจจัยเหล่านี้จะต่อเนื่องไปในทิศทางใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแข่งขันที่สูงและปริมาณงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ในระยะถัดไปได้ ส่วนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นนั้น มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นแรงกดดันต่อไปหากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 กำไรสุทธิอยู่ที่ 39.62 ล้านบาท ลดลง 16.41% YoY
- รายได้รวมหดตัว: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 รายได้รวมอยู่ที่ 512.57 ล้านบาท ลดลง 23.65% YoY
- รายได้จากการขายและบริการลดลง: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 461.09 ล้านบาท ลดลง 26.38% YoY
- รายได้จากงานก่อสร้างโครงการเพิ่มขึ้น: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 51.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.30% YoY
- รายได้อื่นพุ่งสูง: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 10.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 650.35% YoY จากการกลับรายการประมาณการหนี้สิน
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 6.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.44% YoY จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น: งวดสามเดือนสิ้นสุด 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 48.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.95% YoY จากหนี้สูญ ค่ารับรอง และค่าไฟฟ้า
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 512.57 ล้านบาท ลดลง 23.65% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 26.38% เป็นจำนวน 165.18 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากงานก่อสร้างโครงการจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.30% และมีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 650.35% จากการกลับรายการประมาณการหนี้สิน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยรายได้หลักที่ลดลงได้
ต้นทุนรวมลดลง 26.13% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานลดลง 10.53% เนื่องจากต้นทุนขายและบริการลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ที่ลดลง
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 23.95% และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 47.44% จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 22.77% และกำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนอยู่ที่ 39.62 ล้านบาท ลดลง 16.41% เมื่อเทียบกับปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 945.60 ล้านบาท ลดลง 20.00% YoY โดยรายได้จากการขายและบริการลดลง 21.61% ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 63.85 ล้านบาท ลดลง 9.25% YoY
โอกาส
- รายได้จากงานก่อสร้างโครงการเติบโต: มีการรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหลายโครงการ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
- รายได้อื่นจากการกลับรายการหนี้สิน: การกลับรายการประมาณการหนี้สินและการอุทธรณ์ค่าปรับส่งงานล่าช้า ส่งผลให้มีรายได้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยง
- การแข่งขันสูงในธุรกิจ: ฝ่ายจัดการระบุว่าธุรกิจมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรในอนาคต
- การพึ่งพิงงานโครงการใหญ่ในปีก่อน: การที่รายได้ปีนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากปี 2565 มีการส่งมอบงานจากเอกชนรายใหญ่จำนวนมาก อาจทำให้ความผันผวนของรายได้ขึ้นอยู่กับโครงการขนาดใหญ่
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อกำไร
- ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น: การเพิ่มขึ้นของหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ค่ารับรอง และค่าไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้จากการขายและบริการ: จะสามารถฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง
- การรับรู้รายได้จากโครงการก่อสร้างใหม่: โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามเป้าหมายหรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่ปรับตัวสูงขึ้น
- วงจรเงินสด: ที่ขยายตัวจาก 42 วัน เป็น 78 วัน ในงวดหกเดือนแรกของปี 2566 ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพคล่อง
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในส่วนของรายได้จากการขายและบริการ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ มีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2566 โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเกิดจากการแข่งขันที่สูงและฐานรายได้ที่สูงผิดปกติในปี 2565 จากโครงการของเอกชนรายใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าการลดลงนี้จะเป็นเพียงชั่วคราวหรือมีแนวโน้มต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม รายได้จากงานก่อสร้างโครงการมีการเติบโตเล็กน้อย โดยมีการรับรู้รายได้จากโครงการสายส่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหลายโครงการ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัทฯ
ในด้านต้นทุนการขายและบริการมีการลดลงสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่กำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานกลับลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงแรงกดดันด้านอัตรากำไร
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 13.22% เป็น 2,918.97 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์และงานระหว่างจัดสร้างสินทรัพย์โรงงานบริษัทย่อย, สินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาก่อสร้าง และสินค้าคงเหลือ
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 22.61% เป็น 1,603.82 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน เจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น และเจ้าหนี้การค้า ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 1.15 เท่า เป็น 1.22 เท่า (งบการเงินรวม)
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 3.54% เป็น 1,315.15 ล้านบาท จากกำไรเบ็ดเสร็จรวม 63.85 ล้านบาท และการจ่ายเงินปันผล 18.85 ล้านบาท
วงจรเงินสด (Cash Cycle) ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญจาก 42 วัน เป็น 78 วัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ STECH ในไตรมาส 2 ปี 2566 ได้รับแรงกดดันจากการลดลงของรายได้จากการขายและบริการ ซึ่งเป็นรายได้หลัก ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น แม้จะมีรายได้อื่นจากการกลับรายการหนี้สินเข้ามาช่วย แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบโดยรวมได้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวสูงขึ้น และวงจรเงินสดที่ยาวขึ้น เป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรจับตา ขณะที่การเติบโตของรายได้จากงานก่อสร้างโครงการและการรับรู้รายได้จากโครงการของการไฟฟ้าฯ เป็นโอกาสที่ต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป