PPPM พลิกขาดทุนลด 25% รับอาหารกุ้งจีนฟื้น-ต้นทุนการเงินหด
รายได้อาหารกุ้งพุ่ง 221% หนุนภาพรวมโต 55% ขณะต้นทุนการเงินลดฮวบ 80%
บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) หรือ PPPM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิลดลง 25.66% มาอยู่ที่ 46.45 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 62.48 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายรวม 374.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.08% ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจอาหารสัตว์น้ำที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ PPPM ในไตรมาส 2 ปี 2566 ดีขึ้น คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการส่งออกกุ้งไปยังประเทศจีน และการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนทางการเงิน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ: รายได้จากธุรกิจนี้พุ่งสูงถึง 277.73 ล้านบาท หรือเติบโต 221.19% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการที่จีนเปิดประเทศ ทำให้มีความต้องการสั่งซื้อกุ้ง ทั้งกุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง และสินค้าใหม่ เช่น กุ้งก้ามกรามมีชีวิต เพื่อการบริโภค ส่งผลให้เกษตรกรไทยเพิ่มปริมาณการเลี้ยงกุ้งเพื่อรองรับคำสั่งซื้อดังกล่าว
- ต้นทุนทางการเงิน: ลดลงถึง 80.19% หรือ 13.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการที่บริษัทได้มีการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และไถ่ถอนหุ้นกู้บางส่วนก่อนครบกำหนด
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่องในธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ แต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก การเปิดประเทศของจีนและการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อกุ้งเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งโดยรวมยังมีความท้าทายจากราคาผลผลิตที่ลดลงและการชะลอการปล่อยลูกกุ้งของเกษตรกรเพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตให้สมดุลกับความต้องการส่งออก ส่วนการลดลงของต้นทุนทางการเงินนั้น เป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้สิน ซึ่งหากบริษัทไม่มีการก่อหนี้เพิ่ม ก็จะส่งผลดีต่อต้นทุนทางการเงินในระยะต่อไป
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม 374.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.08% YoY
- ขาดทุนสุทธิลดลง 25.66% YoY เหลือ 46.45 ล้านบาท
- ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำโตแรง 221.19% YoY รับอานิสงส์จีนเปิดประเทศ
- ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงหดตัว 35.43% YoY จากคำสั่งซื้อชะลอตัว
- ต้นทุนทางการเงินลดลง 80.19% YoY จากการชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท พีพี ไพร์ม จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายรวม 374.91 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 55.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ 277.73 ล้านบาท (สัดส่วน 74.08%) และรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง 97.18 ล้านบาท (สัดส่วน 25.92%) อย่างไรก็ตาม บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิรวม 46.45 ล้านบาท ลดลง 25.66% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของค่าเผื่อผลขาดทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของลูกหนี้และต้นทุนทางการเงิน
โอกาส
- การฟื้นตัวของตลาดจีน: การเปิดประเทศจีนส่งผลให้ความต้องการกุ้งเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำของบริษัท
- การขยายตัวของสินค้าใหม่: การมีสินค้ากลุ่มใหม่ เช่น กุ้งก้ามกรามมีชีวิต เพื่อการบริโภค ช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการขาย
- การบริหารจัดการหนี้สิน: การลดต้นทุนทางการเงินจากการชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้ ช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: ต้นทุนขายส่วนใหญ่มาจากวัตถุดิบ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลก
- สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้ง: แม้ตลาดจีนจะฟื้นตัว แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมกุ้งยังมีความเสี่ยงจากราคาผลผลิตที่ลดลง และการชะลอการเลี้ยงของเกษตรกร
- การชะลอตัวของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง: สถานการณ์อาหารสัตว์เลี้ยงยังคงชะลอตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2565
- ประเด็นทางกฎหมาย: บริษัทยังมีประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินและผลประกอบการในอนาคต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มคำสั่งซื้อกุ้งจากตลาดจีน และผลกระทบต่อปริมาณการเลี้ยงของเกษตรกรไทย
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เลี้ยง
- ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการต่างๆ
- ทิศทางของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการปรับตัวของบริษัทเพื่อรับมือกับภาวะชะลอตัว
- การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงินของบริษัท
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ: รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด 221.19% YoY มาอยู่ที่ 277.73 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อกุ้งจากจีน ทั้งกุ้งสดและกุ้งก้ามกรามมีชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรไทยเพิ่มปริมาณการเลี้ยง
- ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง: รายได้ลดลง 35.43% YoY มาอยู่ที่ 97.18 ล้านบาท เนื่องจากคำสั่งซื้อชะลอตัวตั้งแต่ปลายปี 2565
- ต้นทุนขาย: เพิ่มขึ้น 51.49% YoY สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยต้นทุนอาหารสัตว์น้ำ 261.16 ล้านบาท และอาหารสัตว์เลี้ยง 93.15 ล้านบาท
- กำไรขั้นต้น: เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 1,457.04% YoY มาอยู่ที่ 19.27 ล้านบาท
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 49.20% YoY มาอยู่ที่ 62.53 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการขาย
- ขาดทุนอื่น-สุทธิ: เพิ่มขึ้น 110.81% YoY มาอยู่ที่ 1.25 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน
- สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้ง: ผลผลิตกุ้งทะเลเพิ่มขึ้น แต่ราคากุ้งทะเลในประเทศลดลง ประกอบกับปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และญี่ปุ่นลดลง เกษตรกรคาดว่าจะชะลอการปล่อยลูกกุ้งใหม่
- สถานการณ์อุตสาหกรรมปลา: คาดว่าผลผลิตลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตบางชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวมการเลี้ยงและราคาปลาในปี 2566 คาดว่าจะดีกว่าปี 2565
- สถานการณ์อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง: มูลค่าอาหารสัตว์เลี้ยงเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปลายปี 2565 แต่คาดว่าจะกลับมาดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2566 โดยอาหารแมวมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าอาหารสุนัข การส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงขยายตัวในตลาดหลัก เช่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา เมียนมา และเปรู
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: 1,431.42 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.02% จากสิ้นปี 2565
- หนี้สินรวม: 830.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.63% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืม
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: 600.56 ล้านบาท ลดลง 0.92% จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มทุนและการขาดทุนจากการดำเนินงาน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio): อยู่ที่ 1.38 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.36 เท่า ณ สิ้นปี 2565
- กระแสเงินสด: กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 93.73 ล้านบาท กระแสเงินสดได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 49.87 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 5.37 ล้านบาท อยู่ที่ 39.95 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส
สรุปท้าย
PPPM ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยมีหัวใจกำไรมาจากการเติบโตอย่างโดดเด่นของธุรกิจอาหารสัตว์น้ำที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศจีน ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้ง และประเด็นทางกฎหมายที่ยังคงอยู่ เป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินงานในระยะต่อไป