เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
PHG กำไร Q2/66 ดิ่ง 68% รับผลกระทบโควิดซา
ข่าวสาร

PHG กำไร Q2/66 ดิ่ง 68% รับผลกระทบโควิดซา

PHG P/E 11.33 YIELD 6.73
2 อาทิตย์ 09:25 น. 0 ความเห็น

รายได้วูบ 11% หลังหดตัวจากโควิด-19 ขณะต้นทุนพุ่ง ฝ่ายจัดการชี้เป็นผลจากการสิ้นสุดสถานการณ์โรคระบาด

บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 31.36 ล้านบาท ลดลง 68.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 100.38 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลที่ลดลง 11.01% ขณะที่ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: บริการ

เลนส์ sector สำหรับหาหัวใจ: มองหาหัวใจจาก volume/SSS, จำนวนลูกค้า-สาขา, utilization, ราคาขาย, ต้นทุนแรงงาน/ค่าเช่า, หรือรายได้พิเศษ

หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ PHG ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก การลดลงอย่างมากของรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมรายได้และกำไรของบริษัทฯ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

ในไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการโควิด-19 สูงถึง 128.19 ล้านบาท แต่ในไตรมาส 2 ปี 2566 รายได้ส่วนนี้ลดลงเหลือเพียง 9.93 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงถึง 118.26 ล้านบาท ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้รวมจากการประกอบกิจการโรงพยาบาลลดลง 11.01% จาก 548.16 ล้านบาท เป็น 487.79 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากกลุ่มลูกค้า Non-Covid จะเติบโตได้ 13.89% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยการหายไปของรายได้จากโควิด-19 ได้ทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลกลับปรับตัวสูงขึ้น 5.37% จาก 360.41 ล้านบาท เป็น 379.77 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงาน 11.44 ล้านบาท จากการขึ้นเงินเดือนประจำปีตามปกติ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น 5.55 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ทำให้ต้นทุนรวมต่อรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 65.75% เป็น 77.86% ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมากจาก 34.25% เหลือเพียง 22.15% และกำไรสุทธิลดลงจาก 18.31% เหลือ 6.43%

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ลักษณะครั้งคราว

ฝ่ายจัดการระบุว่าการลดลงของรายได้จากการให้บริการโควิด-19 เป็นผลมาจากการสิ้นสุดการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 และการปรับให้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one-time event) ดังนั้น คาดว่ารายได้ส่วนนี้จะไม่กลับมามีนัยสำคัญอีกในอนาคต การเติบโตในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการขยายตัวของรายได้จากกลุ่มลูกค้า Non-Covid และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิลดลง 68.38% YoY: อยู่ที่ 31.36 ล้านบาท จาก 100.38 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565
  • รายได้รวมลดลง 11.01% YoY: อยู่ที่ 487.79 ล้านบาท จาก 548.16 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้โควิด-19
  • รายได้ Non-Covid เติบโต 13.89%: แสดงถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก
  • ต้นทุนการแพทย์เพิ่มขึ้น 5.37%: ส่วนใหญ่มาจากค่าตอบแทนบุคลากรและค่าใช้จ่าย IPO
  • อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: จาก 34.25% เหลือ 22.15%
  • อัตรากำไรสุทธิลดลง: จาก 18.31% เหลือ 6.43%
  • อัตราครองเตียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย: อยู่ที่ 80.89% จาก 79.83%
  • อัตราผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น: อยู่ที่ 63.96% จาก 57.94%

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท แพทย์รังสิตเฮลท์แคร์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PHG มีรายได้จากการประกอบกิจการโรงพยาบาลรวม 487.79 ล้านบาท ลดลง 11.01% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ซึ่งลดลงถึง 118.26 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากกลุ่มลูกค้า Non-Covid เติบโตได้ 13.89% โดยเฉพาะรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าคู่สัญญาที่เพิ่มขึ้น 11.62%

ในขณะที่ต้นทุนในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 5.37% เป็น 379.77 ล้านบาท โดยมีค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงานเพิ่มขึ้น 11.44 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 5.55 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการ IPO ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 34.25% ในปีก่อน เหลือ 22.15% ในปีนี้

เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว บริษัทฯ มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 31.36 ล้านบาท ลดลง 68.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 100.38 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 6.43% ลดลงจาก 18.31%

โอกาส

  • การเติบโตของรายได้ Non-Covid: การเพิ่มขึ้นของรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าคู่สัญญา 11.62% บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของธุรกิจโรงพยาบาลหลัก
  • การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยนอก: อัตราผู้ป่วยนอกที่เพิ่มขึ้นจาก 57.94% เป็น 63.96% สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากลูกค้าทั่วไปและลูกค้าประกันสังคมที่โรงพยาบาลได้รับอนุญาตให้รับผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น
  • การเพิ่มขึ้นของอัตราครองเตียง: อัตราครองเตียงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 79.83% เป็น 80.89% โดยเฉพาะจากผู้ป่วยเด็ก แสดงถึงการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น
  • การระดมทุนผ่าน IPO: การระดมทุน 1,134.00 ล้านบาทจากการ IPO จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน และสนับสนุนการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต

ความเสี่ยง

  • การพึ่งพารายได้โควิด-19: การที่รายได้โควิด-19 เคยเป็นสัดส่วนสำคัญของรายได้รวม ทำให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โรคระบาดในอนาคต
  • ต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้น: ค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และพนักงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะยาว
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: ธุรกิจโรงพยาบาลมีการแข่งขันสูง ทั้งจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดและราคาบริการ
  • การบริหารจัดการต้นทุน: การที่ต้นทุนต่อรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมต้นทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้ Non-Covid: การเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและคู่สัญญา จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก
  • การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถของบริษัทฯ ในการควบคุมต้นทุนการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  • การใช้ประโยชน์จากเงิน IPO: แผนการลงทุนและการใช้เงินที่ได้จากการ IPO เพื่อขยายธุรกิจหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ: ผลกระทบจากนโยบายด้านสาธารณสุขและประกันสังคมต่อรายได้จากกลุ่มลูกค้าโครงการภาครัฐ
  • อัตราการครองเตียงและผู้ป่วยนอก: การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของจำนวนผู้ป่วย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)

รายได้: รายได้รวมลดลง 11.01% เป็น 487.79 ล้านบาท โดยรายได้โควิด-19 ลดลงอย่างมากจาก 128.19 ล้านบาท เหลือ 9.93 ล้านบาท ขณะที่รายได้ Non-Covid เติบโต 13.89% โดยรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปเพิ่มขึ้น 8.86% เป็น 142.14 ล้านบาท และรายได้กลุ่มลูกค้าคู่สัญญาเพิ่มขึ้น 15.15% เป็น 117.75 ล้านบาท รวมรายได้กลุ่มลูกค้าทั่วไปเพิ่มขึ้น 11.62% เป็น 259.89 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากกลุ่มลูกค้าโครงการสวัสดิการภาครัฐลดลง 27.73% เป็น 227.9 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการประกันสังคมที่ลดลง 32.94%

ต้นทุน: ต้นทุนการประกอบกิจการโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 5.37% เป็น 379.77 ล้านบาท โดยค่าตอบแทนบุคลากรเพิ่มขึ้น 5.40% เป็น 205.08 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 18.44% เป็น 34.37 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อรายได้เพิ่มขึ้นจาก 65.75% เป็น 77.86%

อัตราการครองเตียงและผู้ป่วยนอก: อัตราการครองเตียงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 79.83% เป็น 80.89% โดยมีแรงหนุนจากผู้ป่วยเด็ก ส่วนอัตราผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 57.94% เป็น 63.96% จากจำนวนผู้เข้ารับบริการต่อวันที่เพิ่มขึ้นทั้งลูกค้าทั่วไปและประกันสังคม

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,472.28 ล้านบาท หนี้สินรวม 800.86 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 671.42 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.19 เท่า

สินทรัพย์หลักประกอบด้วย ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 807.83 ล้านบาท (54.87%) เงินสดและรายการเทียบเท่า 183.34 ล้านบาท (12.45%) และรายได้ค่าบริการทางการแพทย์ค้างรับ 190.00 ล้านบาท (12.84%)

หนี้สินหลักประกอบด้วย เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 437.41 ล้านบาท (29.71%) และเงินกู้ยืมระยะยาว 289.55 ล้านบาท (19.67%)

ส่วนของผู้ถือหุ้นประกอบด้วย ทุนจดทะเบียน 246.00 ล้านบาท ส่วนเกินมูลค่าหุ้น 65.10 ล้านบาท และกำไรสะสม 360.32 ล้านบาท

หมายเหตุ: งบแสดงฐานะการเงินยังไม่รวมเงินที่ได้รับจากการ IPO จำนวน 1,134.00 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ฐานะการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

สรุปท้าย

การลดลงของกำไรสุทธิ PHG ในไตรมาส 2 ปี 2566 เป็นผลโดยตรงจากการสิ้นสุดของรายได้จากโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว แม้ว่ารายได้หลักจะเติบโตได้ดี แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ที่หายไปได้ทั้งหมด ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การระดมทุนจากการ IPO และการเติบโตของรายได้ Non-Covid เป็นสัญญาณบวกที่ต้องจับตาว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนและใช้ประโยชน์จากเงินทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคตได้หรือไม่

ยังไม่มีความคิดเห็น