NTSC กำไรสุทธิ Q2/66 หาย 33.8% รับเศรษฐกิจโลกชะลอ-ต้นทุนวัตถุดิบสูง
รายได้-กำไรหดตามอุปสงค์ลูกค้าชะลอ ฝ่ายจัดการเร่งปรับกลยุทธ์ OEM/ODM-R&D รับมือ
บริษัท นิวทรีชั่น เอสซี จำกัด (มหาชน) หรือ NTSC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 475.1 ล้านบาท ลดลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 29.6 ล้านบาท ลดลงถึง 33.8% ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อสูง และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ชะลอการผลิตและการสั่งซื้อ ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการส่งมอบสินค้าไปไตรมาส 3/2566 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้เร่งดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้า OEM/ODM และลงทุนด้านเครื่องจักร รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ NTSC ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ รายได้รวมที่ลดลง 9.7% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่หดตัว 13.9% และกำไรสุทธิที่ลดลงถึง 33.8% โดยมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติมจาก ค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนต่อรายได้ และ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากการใช้วงเงินสินเชื่อระยะสั้น
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การลดลงของรายได้เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ชะลอการผลิตและปรับแผนการสั่งซื้อสินค้าออกไป ทำให้ NTSC ต้องเลื่อนการส่งมอบสินค้าไปยังไตรมาส 3/2566 ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของบริษัทในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล และการรับจ้างผลิต (OEM/ODM) ผ่านช่องทางใหม่ๆ ซึ่งต้องมีการลงทุนด้านการส่งเสริมการขายและการตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเกิดจากการใช้วงเงินระยะสั้นจากสถาบันการเงินและหนี้สินภายใต้ทรัสต์รีซีทในช่วงก่อนหน้า เพื่อเพิ่มทุนหมุนเวียนในการขยายฐานลูกค้าและจัดหาสินค้าใหม่ๆ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีแนวโน้มดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ฝ่ายจัดการได้ระบุว่ามีการขยับแผนการส่งมอบสินค้าไปในช่วงไตรมาส 3/2566 และคาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากการผลิตให้กับอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ได้ในไตรมาส 4/2566 นอกจากนี้ บริษัทกำลังลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ และจับมือกับพันธมิตรเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นในอนาคต แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาดจะยังคงอยู่ในแผน แต่การบริหารต้นทุนขายและการสั่งซื้อสินค้าให้เหมาะสม รวมถึงการคัดสรรผู้ขายรายใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่ออัตรากำไรได้
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/66 อยู่ที่ 475.1 ล้านบาท ลดลง 9.7% YoY จากสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อ
- กำไรสุทธิ Q2/66 อยู่ที่ 29.6 ล้านบาท ลดลง 33.8% YoY เป็นผลจากรายได้ที่ลดลง ควบคู่กับค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้นตามแผนขยายตลาด และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 23.2% เป็น 22.3% และ อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลงจาก 8.5% เป็น 6.3%
- บริษัทเร่งปรับกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนการผลิต OEM/ODM และลงทุน R&D สินค้านวัตกรรมใหม่
- มีการบริหารจัดการต้นทุนขายและสต็อกสินค้าให้สมดุล และคัดสรรผู้ขายรายใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองราคา
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท นิวทรีชั่น เอสซี จำกัด (มหาชน) หรือ NTSC มีรายได้รวม 475.1 ล้านบาท ลดลง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้น และความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ลูกค้าหลักในอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์มีการชะลอตัวในการผลิตและสั่งซื้อสินค้า ทำให้บริษัทต้องขยับแผนการส่งมอบสินค้าไปยังไตรมาส 3/2566 อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ด้านการขาย การตลาด และการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้า OEM และ ODM และลงทุนด้านเครื่องจักรที่รองรับการผลิตสินค้าที่หลากหลาย คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากการผลิตให้กับอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ได้ในไตรมาส 4 ปี 2566 นอกจากนี้ บริษัทยังได้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ และจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อจัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับคู่ค้าเพื่อสร้างยอดขายในอนาคต
ในด้านต้นทุนขายและการให้บริการ อยู่ที่ 366.2 ล้านบาท ลดลง 9.2% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 105.1 ล้านบาท ลดลง 13.9% และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 22.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 23.2% ในปีก่อน
ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น 18.8% เป็น 22.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 4.8% ของรายได้ จาก 3.6% ในปีก่อน โดยมีรายการหลักที่เพิ่มขึ้นคือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ค่าสินค้าตัวอย่าง และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายและการตลาด เพื่อการขยายตลาดใหม่ๆ เช่น กลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล และการรับจ้างผลิต
ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 2.9% เป็น 43.7 ล้านบาท จาก 45 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักเกิดจากการลดลงของค่าบริการที่ปรึกษาต่างๆ และค่าใช้จ่ายในการซื้อพาเลทสำหรับคลังสินค้าใหม่
ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 85% เป็น 3.7 ล้านบาท จาก 2.0 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการใช้วงเงินระยะสั้นและหนี้สินภายใต้ทรัสต์รีซีทในช่วงก่อนหน้า
ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 29.6 ล้านบาท ลดลง 33.8% จาก 44.7 ล้านบาทในปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 8.5% เป็น 6.3%
โอกาส
- การเพิ่มสัดส่วนการผลิต OEM/ODM: เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรับงานจากลูกค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ขายสินค้าออนไลน์และลูกค้าต่างชาติที่มีฐานการผลิตในไทย
- การลงทุนใน R&D และสินค้านวัตกรรมใหม่: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต
- การจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ: การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับคู่ค้า จะช่วยสร้างยอดขายที่ยั่งยืน
- การขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่: การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล และอื่นๆ ผ่านสื่อต่างๆ เป็นการเปิดโอกาสในการเพิ่มฐานลูกค้า
ความเสี่ยง
- สภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้าของลูกค้า
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราเงินเฟ้อ: อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไรของบริษัท
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมวัตถุเจือปนอาหารมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ผลิตในประเทศและต่างประเทศ
- การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ: การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับอาหารและวัตถุเจือปนอาหาร อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
- ต้นทุนทางการเงิน: การใช้วงเงินสินเชื่อระยะสั้นและหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อจากลูกค้า: ติดตามการปรับแผนการผลิตและการสั่งซื้อของลูกค้าอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์
- ความคืบหน้าในการพัฒนาและเปิดตัวสินค้านวัตกรรมใหม่: ประเมินศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรจากผลิตภัณฑ์ใหม่
- ผลลัพธ์ของกลยุทธ์การขยายตลาด OEM/ODM: ติดตามสัดส่วนรายได้และผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าเหล่านี้
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการขาย: ประเมินความสามารถในการควบคุมต้นทุนเพื่อรักษาอัตรากำไร
- การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน: ติดตามผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินและรายได้จากการส่งออก (หากมี)
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
NTSC ดำเนินธุรกิจหลักในการนำเข้า ผลิต และจำหน่ายวัตถุเจือปนในอาหาร (Food Ingredients) สำหรับอุตสาหกรรมอาหารคนและอาหารสัตว์ โดยรายได้ส่วนใหญ่ (90-95%) มาจากการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารคนและสัตว์ และอีกส่วน (5-10%) มาจากกลุ่มลูกค้า ODM และ OEM ในช่วง 6M66 รายได้รวมลดลง 10.3% เป็น 471.3 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจ การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนวัตถุดิบที่ส่งผลกระทบต่อการสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งมีการขยับแผนการผลิตไปในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2566
อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 23.2% เป็น 22.3% ตามสัดส่วนของรายได้ที่ลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้นเป็น 4.8% ของรายได้ จาก 3.6% ในปีก่อน เนื่องจากมีการลงทุนเพื่อขยายตลาดใหม่ๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และการรับจ้างผลิต ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลงเล็กน้อย 2.9%
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในงบดุลคือ หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 71.3% จาก 828.7 ล้านบาท เป็น 237.7 ล้านบาท โดยหลักมาจากการจ่ายคืนหนี้สินภายใต้สัญญาทรัสต์รีซีทส์ 145.3 ล้านบาท และการจ่ายคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 400 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้นอย่างมาก 270.5% เป็น 916.5 ล้านบาท จาก 247.4 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (IPO)
อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง:
- อัตรากำไรขั้นต้นและสุทธิลดลง: บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนและรายได้
- อัตราส่วนสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 1.0 เป็น 6.1: เกิดจากการลดลงของหนี้สินหมุนเวียนอย่างมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์หมุนเวียน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมากจาก 3.3 เป็น 0.3: สะท้อนถึงการลดลงของหนี้สินและการเพิ่มขึ้นของส่วนทุนจากการ IPO
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,154.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% จากสิ้นปี 2565 โดยมีรายการหลักคือ เงินฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกันเพิ่มขึ้น 85 ล้านบาท และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 8.2 ล้านบาท
หนี้สินรวมลดลงอย่างมาก 71.3% เป็น 237.7 ล้านบาท จาก 828.7 ล้านบาท โดยรายการหลักคือ หนี้สินภายใต้สัญญาทรัสต์รีซีทส์ลดลง 145.3 ล้านบาท และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินลดลง 400 ล้านบาท
ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น 270.5% เป็น 916.5 ล้านบาท จาก 247.4 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไป
ในส่วนของกระแสเงินสด:
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน: มีเงินสดสุทธิได้มา 6.1 ล้านบาท พลิกจากติดลบ 48.2 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักมาจากกำไรก่อนภาษีที่ปรับปรุงรายการที่ไม่ใช่เงินสดและกิจกรรมที่มิใช่กิจกรรมดำเนินงาน
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน: มีเงินสดสุทธิใช้ไป 158.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 56.5 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักมาจากการฝากธนาคารที่มีภาระค้ำประกัน 85 ล้านบาท และเงินสดจากสินทรัพย์ทางการเงิน 72 ล้านบาท
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน: มีเงินสดสุทธิได้รับ 88.4 ล้านบาท พลิกจากติดลบ 4.7 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักมาจากการรับเงินจากการเพิ่มทุน 635.3 ล้านบาท ควบคู่กับการจ่ายคืนสัญญาทรัสต์รีซีทส์ 145.3 ล้านบาท และจ่ายคืนเงินกู้ 400 ล้านบาท
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิปลายงวดอยู่ที่ 189.7 ล้านบาท ลดลง 64 ล้านบาทจากต้นงวด
สรุปท้าย
NTSC ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบริษัทจะเร่งปรับกลยุทธ์ด้วยการเพิ่มสัดส่วน OEM/ODM และลงทุนใน R&D เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตในอนาคต แต่การขยายตลาดใหม่ๆ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันอัตรากำไรในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การลดลงอย่างมากของหนี้สินและการเพิ่มขึ้นของส่วนทุนจากการ IPO ได้เสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับการดำเนินงานและแผนการเติบโตในระยะต่อไป โดยต้องจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อและผลลัพธ์ของกลยุทธ์ใหม่ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง.