เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
MITSIB กำไร Q2/66 โต 27.89% รับแรงหนุนยอดขายรถขนส่งสาธารณะพุ่ง
ข่าวสาร

MITSIB กำไร Q2/66 โต 27.89% รับแรงหนุนยอดขายรถขนส่งสาธารณะพุ่ง

MITSIB P/E 13.78 YIELD 3.39
เมื่อวาน 08:01 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมโตเกือบ 78% ดันกำไรสุทธิพุ่ง 2.07 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นตาม

บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ MITSIB รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 9.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.07 ล้านบาท หรือ 27.89% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะที่ปรับตัวสูงขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ MITSIB ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขาย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 147.08% หรือ 61.17 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้น 77.87% หรือ 74.06 ล้านบาท แม้ว่าต้นทุนขายและต้นทุนในการจัดจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิ่มขึ้นของรายได้มีสัดส่วนที่มากกว่า ทำให้กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้น

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขาย เนื่องมาจากปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง การท่องเที่ยวในประเทศเริ่มกลับมา ส่งผลดีต่อธุรกิจขนส่งสาธารณะ นอกจากนี้ รายได้ทางการเงินจากสัญญาเช่าซื้อก็เพิ่มขึ้น 9.05% จากการปล่อยสินเชื่อรถขนส่งสาธารณะที่เพิ่มขึ้น และรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น 61.47% จากรายได้ค่าหน้าประกันภัยและดอกเบี้ยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 139.24% และต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 174.48% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 18.13% ส่วนใหญ่เกิดจากการรับรู้ผลขาดทุนจากการยึดรถขนส่งสาธารณะที่เพิ่มขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ส่งผลดีต่อธุรกิจขนส่งสาธารณะมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะต่อไป อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนและผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันอัตรากำไรในอนาคต การบริหารจัดการต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ Q2/66 เติบโต 27.89% แตะ 9.51 ล้านบาท จาก 7.44 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมพุ่ง 77.87% แตะ 169.17 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 147.08%
  • ปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้จากการขาย
  • ต้นทุนขายและต้นทุนจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นตามยอดขาย โดยต้นทุนขายเพิ่ม 139.24% และต้นทุนจัดจำหน่ายเพิ่ม 174.48%
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 18.13% จากการยึดรถที่เพิ่มขึ้น
  • สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 10.11% โดยมีลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้น 14.01%
  • หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 16.33% จากการกู้ยืมสถาบันการเงินและบุคคลอื่นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อ

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 9.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.07 ล้านบาท หรือ 27.89% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 169.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.06 ล้านบาท หรือ 77.87% สาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 147.08% จากปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 139.24% และต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 174.48% ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 43.46%

โอกาส

  • การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว: ส่งผลดีต่อธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพิ่มโอกาสในการขายรถและปล่อยสินเชื่อ
  • การขยายการปล่อยสินเชื่อ: การเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อบ่งชี้ถึงการขยายธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ
  • การเพิ่มขึ้นของรายได้อื่น: รายได้ค่าหน้าประกันภัยและดอกเบี้ยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ช่วยเสริมรายได้รวม

ความเสี่ยง

  • การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและต้นทุนจัดจำหน่าย: อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น: การยึดรถที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
  • การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน: การพึ่งพาเงินกู้ยืมในการขยายธุรกิจ อาจเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหากการปล่อยสินเชื่อไม่เป็นไปตามเป้า

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มปริมาณการขายรถขนส่งสาธารณะ: จะยังคงเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
  • การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและต้นทุนจัดจำหน่าย
  • คุณภาพสินทรัพย์: การติดตามผลขาดทุนด้านเครดิตและการตั้งสำรองที่เหมาะสม
  • อัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและการปล่อยสินเชื่อ
  • การขยายธุรกิจสินเชื่อ: การเติบโตของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อและสินเชื่ออื่น ๆ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

  • รายได้ทางการเงินของเงินลงทุนสุทธิตามสัญญาเช่าซื้อ (NIM/NII): เพิ่มขึ้น 9.05% เป็น 40.24 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ
  • NPL/Coverage: เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข NPL และ Coverage Ratio โดยตรง แต่ระบุว่า "ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น" เพิ่มขึ้น 18.13% ส่วนใหญ่เกิดจากการยึดรถขนส่งสาธารณะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่อาจเพิ่มขึ้น
  • สัดส่วนสินเชื่อ: ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้น 14.01% เป็น 1,240.65 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนที่สูงของสินทรัพย์รวม
  • Non-NII: รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 61.47% เป็น 26.14 ล้านบาท จากรายได้ค่าหน้าประกันภัยและดอกเบี้ยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น
  • Credit Cost: เพิ่มขึ้น 18.13% เป็น 17.27 ล้านบาท

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1,749.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.11% จากสิ้นปี 2565 โดยมีลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสินทรัพย์หลักที่เพิ่มขึ้น 14.01% ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 52.91% เนื่องจากมีการนำไปใช้ในการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมอยู่ที่ 988.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.33% จากการกู้ยืมสถาบันการเงินและบุคคลอื่นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 760.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.96%

สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 กระแสเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานอยู่ที่ (113.08) ล้านบาท เนื่องจากการขยายการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 98.90 ล้านบาท จากการกู้ยืมสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสุทธิลดลง 16.93 ล้านบาท

สรุปท้าย

MITSIB ในไตรมาส 2 ปี 2566 สามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิได้ถึง 27.89% โดยมีหัวใจสำคัญมาจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขาย ต้นทุนจัดจำหน่าย และผลขาดทุนด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และต้นทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ท่ามกลางโอกาสจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

ยังไม่มีความคิดเห็น