LHPF พลิกขาดทุนหนัก Q2/2566 หลังตั้งสำรองหนี้สูญพุ่ง
ฝ่ายจัดการชี้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 1,367% YoY เหตุตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มรับผลกระทบโควิด-19
บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ LHPF รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 1,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,367% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 151 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวนมาก เพื่อรองรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือจากสถานการณ์โควิด-19 และการปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้รัดกุมยิ่งขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (แต่ในเอกสารนี้เป็นธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืม)
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ LHPF ในไตรมาส 2/2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนจำนวนมาก คือ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 4,656% YoY โดยมีจำนวนถึง 2,616 ล้านบาท เทียบกับ 55 ล้านบาทในปีก่อนหน้า ซึ่งส่งผลให้ผลขาดทุนก่อนภาษีเพิ่มขึ้นถึง 1,389% และขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 1,367%
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การตั้งสำรอง ECL ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัยหลักที่ฝ่ายจัดการระบุไว้ คือ
- การตัดหนี้สูญกลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสัญญาเช่าซื้อ: บริษัทได้พิจารณาแล้วว่าลูกหนี้บางส่วนไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงได้ดำเนินการตัดหนี้สูญและตั้งสำรองเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอและเหมาะสมกับความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดจากลูกหนี้ที่มีการด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การสิ้นสุดของโครงการให้ความช่วยเหลือจากผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: เมื่อมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สิ้นสุดลง ลูกหนี้บางส่วนอาจประสบปัญหาในการชำระหนี้ ทำให้บริษัทต้องประเมินและตั้งสำรองรองรับความเสี่ยงดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับปรุงและแก้ไขแนวทางในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกระบวนการทำงานให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มีการตั้งสำรองที่สูงขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะยาว
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการมีมุมมองในเชิงบวกสำหรับผลการดำเนินงานในอนาคต โดยอ้างอิงจากการปรับปรุงนโยบายการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมขึ้น การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เข้มข้นขึ้น และกระบวนการติดตามทวงถามที่เชิงรุกมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองที่สูงในไตรมาสนี้เป็นผลมาจากการปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเฉพาะส่วน และการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือจากโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการตั้งสำรองที่สูงนี้จะเป็นเพียงการตั้งสำรองครั้งเดียวเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ หรือจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 1,919 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 151 ล้านบาทใน Q2/2565 โดยขาดทุนเพิ่มขึ้น 1,367% YoY
- ตั้งสำรองหนี้สูญพุ่ง 2,616 ล้านบาท: เพิ่มขึ้น 4,656% YoY เป็นสาเหตุหลักของการขาดทุน
- รายได้รวมเติบโต 3% YoY: อยู่ที่ 551 ล้านบาท จากการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เพิ่มขึ้น
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 22% YoY: อยู่ที่ 188 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินทรัพย์รอการขาย
- หนี้สินรวมลดลง 13%: อยู่ที่ 10,414 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้บริษัทใหญ่
- ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 46%: อยู่ที่ 3,105 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่ลดลง
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 LHPF มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 22% เป็น 188 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินทรัพย์รอการขาย ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นพุ่งสูงถึง 2,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 1,919 ล้านบาท พลิกจากที่เคยมีกำไร 151 ล้านบาทในปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,209 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 20% เป็น 364 ล้านบาท และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสูงถึง 3,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,402% YoY ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับงวด 2,287 ล้านบาท พลิกจากกำไร 307 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- การบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง: บริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์และตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตอย่างระมัดระวัง เพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัว
- นโยบายการปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมขึ้น: ฝ่ายจัดการมีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคตจากการปรับปรุงนโยบายการปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมขึ้น การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เข้มข้น และกระบวนการติดตามทวงถามที่เชิงรุก
ความเสี่ยง
- ความเสี่ยงด้านเครดิต: สภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
- การสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือจากโควิด-19: ลูกหนี้ที่เคยได้รับความช่วยเหลืออาจประสบปัญหาในการชำระหนี้หลังมาตรการสิ้นสุดลง
- การตั้งสำรองหนี้สูญที่สูง: การตั้งสำรองที่สูงในไตรมาสนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการ และอาจยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต: จะยังคงอยู่ในระดับสูง หรือจะลดลงในไตรมาสถัดไป
- คุณภาพของพอร์ตสินเชื่อ: การติดตามการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือ
- ประสิทธิภาพของนโยบายการปล่อยสินเชื่อใหม่: การประเมินผลลัพธ์จากการปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงและการปล่อยสินเชื่อ
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย: การควบคุมค่าใช้จ่ายขายและบริหารให้อยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรายได้
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินเชื่อเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืม)
- พอร์ตสินเชื่อ: ณ สิ้นไตรมาส 2/2566 มูลค่าพอร์ตสินเชื่อรวมอยู่ที่ 13,778 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ 75% (10,302 ล้านบาท), สินเชื่อเช่าซื้อ 22% (3,022 ล้านบาท) และอื่นๆ 3% (454 ล้านบาท)
- รายได้ดอกเบี้ย: รายได้ดอกเบี้ยรับจากสัญญาเช่าซื้อและเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น 2% YoY เป็น 535 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนจากการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่เพิ่มขึ้น แต่รายได้จากสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงเนื่องจากนโยบายปล่อยสินเชื่อที่รัดกุมขึ้น
- ค่าใช้จ่าย: ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 22% YoY เป็น 188 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินทรัพย์รอการขาย หากไม่รวมรายการนี้ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (C/I Ratio) สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 26.86% ลดลงจาก 28.96% ในปีก่อน แสดงถึงการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 13,519 ล้านบาท ลดลง 24% จากสิ้นปี 2565 สาเหตุหลักมาจากการจ่ายคืนเงินกู้บริษัทใหญ่ การจ่ายเงินปันผล และการลดลงของพอร์ตลูกหนี้จากการตัดจำหน่ายหนี้สูญ
- หนี้สินรวม: ลดลง 13% จากสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 10,414 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้บริษัทใหญ่
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลง 46% จากสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 3,105 ล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ลดลง
- เงินสด: มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 730 ล้านบาท
สรุปท้าย
LHPF ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับผลขาดทุนสุทธิจำนวนมากถึง 1,919 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรองรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือจากโควิด-19 และการปรับปรุงกระบวนการบริหารความเสี่ยงให้รัดกุมขึ้น แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเติบโตได้เล็กน้อย แต่การตั้งสำรองที่สูงได้กลบผลประกอบการไปทั้งหมด แม้ฝ่ายจัดการจะมองบวกต่อทิศทางในอนาคตจากการปรับปรุงนโยบายการปล่อยสินเชื่อ แต่ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และการตั้งสำรองที่สูงยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป