เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
ITD พลิกกำไร Q2/66 พุ่ง 2,028% รับแรงหนุนรายได้ก่อสร้าง-กำไรขายสินทรัพย์
ข่าวสาร

ITD พลิกกำไร Q2/66 พุ่ง 2,028% รับแรงหนุนรายได้ก่อสร้าง-กำไรขายสินทรัพย์

ITD P/E -100.00 YIELD 0.00
เมื่อวาน 06:39 น. 0 ความเห็น

รายได้ก่อสร้างฟื้น-กำไรพิเศษดัน ITD พลิกกำไรโตแรง 2,028% ใน 6 เดือนแรกปี 66 ขณะที่ฝ่ายจัดการเน้นปัจจัยบวกจากธุรกิจหลักและรายการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD รายงานผลประกอบการสำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2566 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 2,028% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 20 ล้านบาท (ตัวเลขในเอกสารระบุ 2,028% ซึ่งอาจเป็นการคำนวณจากตัวเลขที่แตกต่างกัน หรือมีรายการพิเศษจำนวนมากที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสูงมาก) โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการพลิกฟื้นของผลประกอบการมาจากรายได้จากการให้บริการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น และกำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรจับตา

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

กลุ่มธุรกิจ: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ ITD ในงวดหกเดือนแรกของปี 2566 คือการพลิกกลับมามีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,028% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1) การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการก่อสร้าง และ 2) การรับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • รายได้จากการให้บริการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น: ในงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้าง การขายและให้บริการ จำนวน 30,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,298 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของบริษัทย่อยบางแห่ง ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลักในการรับเหมาก่อสร้าง
  • กำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน: บริษัทฯ มีกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ จำนวน 1,182 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นจำนวนเท่ากัน โดยกำไรส่วนใหญ่มาจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานปกติ ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่ช่วยหนุนผลประกอบการในงวดนี้

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลดีต่อกำไร เช่น การเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น (จาก 1,839 ล้านบาท เป็น 2,745 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 49.26% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 5.64% เป็น 7.99%) เนื่องจากการกำไรเพิ่มขึ้นของบริษัทย่อยบางแห่ง และการลดลงของผลขาดทุนจากการให้บริการก่อสร้างในต่างประเทศ รวมถึงการลดลงของส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า (จากขาดทุน 213 ล้านบาท ลดลง 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน)

อย่างไรก็ตาม มีบางรายการที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ เช่น ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและการมีเงินกู้ยืมระยะยาวเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น 185 ล้านบาท

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง (สำหรับรายได้ก่อสร้าง) / ลักษณะครั้งคราว (สำหรับกำไรจากการขายสินทรัพย์)

  • รายได้จากการให้บริการก่อสร้าง: การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการก่อสร้างมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง หากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการโครงการที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับงานใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เอกสารไม่ได้ระบุถึง backlog หรือการได้รับงานใหม่ที่ชัดเจน จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
  • กำไรจากการขายสินทรัพย์: กำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงานเป็นรายการที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว (one-time item) ซึ่งไม่สามารถคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกไตรมาสหรือทุกปี

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ พุ่งสูงถึง 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,028% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
  • รายได้จากการให้บริการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 2,298 ล้านบาท เป็น 30,932 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของรายได้บริษัทย่อยบางแห่ง
  • กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 906 ล้านบาท เป็น 2,745 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 5.64% เป็น 7.99%
  • รับรู้กำไรจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน 1,182 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการที่สำคัญ
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 120 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและการกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มขึ้น

ภาพรวมผลประกอบการ

ในงวดหกเดือนแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้าง การขายและให้บริการ รวม 30,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,298 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของบริษัทย่อยบางแห่ง ในขณะที่รายได้จากการขายและให้บริการลดลง 600 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการโครงการเหมืองแร่

ต้นทุนในการให้บริการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น 1,126 ล้านบาท ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ต้นทุนในการขายและให้บริการลดลง 333 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนโครงการเหมืองแร่ลดลง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมเพิ่มขึ้น 906 ล้านบาท เป็น 2,745 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 5.64% เป็น 7.99%

ปัจจัยบวกอื่นๆ ที่ส่งผลต่อกำไร ได้แก่ เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรในกิจการร่วมค้า (2 ล้านบาท), ดอกเบี้ยรับ (86 ล้านบาท), กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ (1,182 ล้านบาท), กำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารอนุพันธ์ (0.2 ล้านบาท), กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (36 ล้านบาท) และรายได้อื่น (467 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (เพิ่มขึ้น 64 ล้านบาท), ค่าเผื่อผลขาดทุนจากการด้อยค่า (เพิ่มขึ้น 86 ล้านบาท), ต้นทุนทางการเงิน (เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาท) และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ (เพิ่มขึ้น 185 ล้านบาท)

โดยรวมแล้ว บริษัทฯ มีการแบ่งปันกำไรสำหรับงวด ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 424 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 20 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อน

โอกาส

  • การฟื้นตัวของธุรกิจหลัก: การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการก่อสร้างบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการสินทรัพย์: การขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงานช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระในการบริหารจัดการ ซึ่งเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การลดลงของส่วนแบ่งขาดทุน: การขาดทุนที่ลดลงจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า เป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารจัดการการลงทุนในระยะยาว

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและเงินกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรในอนาคต
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าเผื่อผลขาดทุน: การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารและค่าเผื่อผลขาดทุนจากการด้อยค่า อาจกดดันผลประกอบการในระยะสั้น
  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในงวดนี้จะได้รับผลบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการได้ในอนาคต
  • การพึ่งพารายการพิเศษ: การที่กำไรส่วนใหญ่มาจากรายการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่การดำเนินงาน อาจทำให้ผลประกอบการในอนาคตมีความไม่แน่นอน หากไม่มีรายการพิเศษเช่นนี้เข้ามาเสริม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • Backlog และการรับงานใหม่: ติดตามการประกาศรับงานใหม่ๆ และมูลค่า backlog ที่จะส่งผลต่อรายได้ในอนาคต
  • แนวโน้มต้นทุนก่อสร้าง: จับตาทิศทางต้นทุนวัสดุและค่าแรงงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของโครงการ
  • การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงิน: ติดตามแผนการบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ
  • ผลประกอบการของบริษัทย่อยและกิจการร่วมค้า: โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักและธุรกิจที่อาจมีผลขาดทุน

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เอกสาร MD&A นี้เน้นไปที่ภาพรวมของรายได้และต้นทุนจากการรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับยอดขาย (presale) หรือมูลค่าโอน (transfer value) ของโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการก่อสร้างและการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้น สะท้อนถึงการดำเนินงานที่ดีขึ้นในธุรกิจหลัก

  • รายได้จากการให้บริการก่อสร้าง: เพิ่มขึ้น 2,298 ล้านบาท เป็น 30,932 ล้านบาท
  • ต้นทุนในการให้บริการรับเหมาก่อสร้าง: เพิ่มขึ้น 1,126 ล้านบาท เป็น 28,523 ล้านบาท
  • กำไรขั้นต้น: เพิ่มขึ้น 906 ล้านบาท เป็น 2,745 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้น: เพิ่มขึ้นจาก 5.64% เป็น 7.99%

การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นนี้เป็นสัญญาณที่ดี บ่งชี้ถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการรับรู้กำไรจากโครงการที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

เอกสาร MD&A ฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง เช่น ยอดหนี้สินรวม (D/E ratio) หรือกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน/ลงทุน/จัดหาเงิน อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวถึงต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย และการมีเงินกู้ยืมระยะยาวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้สิน หรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

สรุปท้าย

ITD พลิกฟื้นผลประกอบการได้อย่างน่าประทับใจในงวดหกเดือนแรกของปี 2566 โดยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 2,028% เป็น 424 ล้านบาท หัวใจสำคัญมาจากรายได้จากการให้บริการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการให้โดดเด่น แม้จะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่ดียังคงส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการรับงานใหม่ๆ และการบริหารจัดการหนี้สินของบริษัทฯ เพื่อประเมินความยั่งยืนของผลประกอบการในระยะยาว

ยังไม่มีความคิดเห็น