JMT กำไร Q2/2566 ทุบสถิติใหม่ 551 ล้านบาท โต 27.2% รับยอดจัดเก็บหนี้พุ่ง
รายได้ดอกเบี้ยและส่วนแบ่งกำไร JK AMC หนุนกำไรโตเด่น ขณะที่การซื้อหนี้ด้อยคุณภาพยังคงเป็นโอกาสสำคัญ
บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ที่ 551.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการจัดเก็บกระแสเงินสดที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า JK AMC ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ผลักดันให้ JMT ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 2/2566 คือ การเติบโตอย่างโดดเด่นของรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการให้สินเชื่อซื้อลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นถึง 31.1% YoY และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า JK AMC ที่เพิ่มขึ้น 100% YoY ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 551.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการให้สินเชื่อซื้อลูกหนี้: การเพิ่มขึ้นของรายได้ส่วนนี้เป็นผลโดยตรงจากความสามารถในการจัดเก็บกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยยอดจัดเก็บกระแสเงินสดในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพที่บริษัทฯ เข้าซื้อมา
- ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า JK AMC: การเติบโต 100% ของส่วนแบ่งกำไรจาก JK AMC บ่งชี้ถึงการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและสร้างผลกำไรได้ดีขึ้นอย่างมากของกิจการร่วมค้านี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมผลประกอบการโดยรวมของ JMT
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้:
- แนวโน้มหนี้ด้อยคุณภาพ: สถานการณ์หนี้สินครัวเรือนที่ยังคงสูงและแนวโน้มที่ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดจะกลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพมากขึ้น เป็นโอกาสสำคัญที่สถาบันการเงินจะขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมา ทำให้ JMT มีโอกาสในการเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- การบริหารจัดการการจัดเก็บหนี้: ฝ่ายบริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อการจัดเก็บกระแสเงินสด โดยเน้นการบริหารจัดการที่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และนำเสนอแผนการชำระหนี้ที่ยืดหยุ่น รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม Jaii-Dee Application เพื่ออำนวยความสะดวกในการปรับโครงสร้างหนี้และแก้ไขเครดิตเสีย ซึ่งจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกหนี้และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2566 ทำสถิติสูงสุดใหม่: 551.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% YoY
- ยอดจัดเก็บกระแสเงินสด Q2/2566 สูงสุดเป็นประวัติการณ์: 1,561 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% YoY
- ยอดจัดเก็บกระแสเงินสด 6 เดือนแรกปี 2566: 2,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY
- การซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ 6 เดือนแรกปี 2566: 4,126 ล้านบาท เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในด้านพอร์ตหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน
- ส่วนแบ่งกำไรจาก JK AMC เติบโต 100% YoY ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทฯ มีรายได้รวมในไตรมาส 2/2566 เท่ากับ 1,249.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9% YoY และสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีรายได้รวม 2,399.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% YoY โดยรายได้หลักมาจากการจัดเก็บหนี้ที่รับซื้อคิดเป็น 86.3% ของรายได้รวมในช่วง 6 เดือนแรก
ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น 16.2% YoY ในไตรมาส 2/2566 และ 22.6% YoY ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย
กำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 878.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4% YoY และสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 1,658.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 69.1%
ค่าใช้จ่ายในการบริหารทรงตัวในไตรมาส 2/2566 และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3% YoY ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
โอกาส
- การเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ: สถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้สถาบันการเงินมีแนวโน้มขายหนี้ด้อยคุณภาพออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของ JMT ในการเข้าซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่ม
- การเติบโตของ JK AMC: ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของกิจการร่วมค้านี้
- การขยายธุรกิจประกันภัย: รายได้จากธุรกิจประกันภัยเติบโต 32.5% YoY ในไตรมาส 2/2566 และ 29.6% YoY ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566 จากการขยายการรับประกันภัย
ความเสี่ยง
- หนี้สินครัวเรือนที่สูง: ระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงถึง 90.6% ของ GDP เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในระยะยาว
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ: นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหนี้สินของประชาชน อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ปริมาณการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ: การเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการเติบโต
- ประสิทธิภาพการจัดเก็บกระแสเงินสด: การรักษาอัตราการเติบโตของการจัดเก็บกระแสเงินสดให้เป็นไปตามเป้าหมาย
- ผลประกอบการของ JK AMC: การเติบโตของส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้า
- การขยายธุรกิจประกันภัย: การเติบโตของรายได้และกำไรจากธุรกิจประกันภัย
- การบริหารจัดการต้นทุน: การควบคุมต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหาร
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
- รายได้จากการดำเนินงาน: รายได้รวมเติบโต 14.9% YoY ใน Q2/2566 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยและกำไรจากการให้สินเชื่อซื้อลูกหนี้เพิ่มขึ้น 14.0% และรายได้จากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 32.5% YoY
- ต้นทุนการให้บริการ: เพิ่มขึ้น 16.2% YoY ใน Q2/2566 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้น
- กำไรขั้นต้น: เพิ่มขึ้น 23.4% YoY ใน Q2/2566 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 69.1% ในงวด 6 เดือนแรกปี 2566
- การซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ: บริษัทฯ เป็นผู้นำในตลาด โดยมีการซื้อหนี้ด้อยคุณภาพรวม 4,126 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายธุรกิจ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นสุด Q2/2566 อยู่ที่ 40,509.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.6% จากสิ้นปี 2565 โดยมีลูกหนี้การค้าและเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้น
- หนี้สินรวม: ณ สิ้นสุด Q2/2566 อยู่ที่ 13,737.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.5% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการออกหุ้นกู้
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ สิ้นสุด Q2/2566 อยู่ที่ 26,772.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,684.2 ล้านบาท จากสิ้นปี 2565
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน: อยู่ที่ 0.51 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่ 0.44 เท่า
- กระแสเงินสด: สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 มีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน 2,789.9 ล้านบาท และกิจกรรมลงทุน 4,306.2 ล้านบาท โดยมีเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 5,075.4 ล้านบาท
สรุปท้าย
JMT โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ 551 ล้านบาท จากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยและส่วนแบ่งกำไร JK AMC ที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการจัดเก็บกระแสเงินสดที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ การเข้าซื้อหนี้ด้อยคุณภาพยังคงเป็นกลยุทธ์หลักที่สำคัญ และมีโอกาสต่อเนื่องจากแนวโน้มหนี้ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีความเสี่ยงจากระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูง แต่ฝ่ายบริหารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการดำเนินงานในอนาคต โดยเน้นการบริหารจัดการการจัดเก็บหนี้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายโอกาสทางการตลาด