https://aio.panphol.com/assets/images/community/16981_7D144B.png

EGCO ปี 68 กำไรหด 52% จากค่าเชื้อเพลิง-หยุดซ่อมโรงไฟฟ้า แต่ยังมุ่งเป้าปล่อยคาร์บอนศูนย์ปี 2050

P/E 12.75 YIELD 5.68 ราคา 114.50 (0.00%)

EGCO ปี 68 กำไรหด 52% จากค่าเชื้อเพลิง-หยุดซ่อมโรงไฟฟ้า แต่ยังมุ่งเป้าปล่อยคาร์บอนศูนย์ปี 2050

บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัดมหาชน (EGCO) รายงานผลประกอบการไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 หรือค.ศ. 2025 อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ลดลงอย่างชัดเจนจาก 9,283 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 4,439 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการลดลงถึง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ (QPL) เป็นระยะเวลา 4.5 เดือน ส่งผลให้เกิดขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ

"กำไร Core Business หดลงกว่าครึ่งในปีเดียว แต่สิ่งที่น่าจับตาคือการปรับโครงสร้างพอร์ตเพื่อพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง"

แม้กำไรสุทธิจะยังคงอยู่ที่ระดับ 4,727 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อนหน้า แต่การรักษาตัวเลขดังกล่าวเกิดจากความมั่นคงของธุรกิจ Non-Core โดยเฉพาะ CDI ในอินโดนีเซีย ซึ่งสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1,455 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ส่วนแบ่งรายได้จากภายในประเทศของ EGCO ยังคงอยู่ที่ 23% และต่างประเทศ 77% สะท้อนความเสี่ยงและโอกาสที่กระจุกตัวในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหรัฐอเมริกา

"พลังงานหมุนเวียนยังไม่เพียงพอจะชดเชยการขาดทุนจากโรงไฟฟ้าดั้งเดิม แต่คือก้าวสำคัญของอนาคต"

ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน แม้กำไรจะลดลงจาก 3,400 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 2,700 ล้านบาทในปี 2568 แต่บริษัทยังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์มภายใต้ IE Big Lot Phase 2 และโครงการพลังงานสะอาดในสหรัฐอเมริกา เช่น APEC, Cold Water Solar และ Bowman Wind ซึ่งถือเป็นหัวใจของกลยุทธ์ Power Flow โดยเฉพาะในด้านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงประสิทธิภาพทรัพย์สิน (Asset Recycling)

"การหยุดซ่อม QPL 4.5 เดือน คือจุดเปลี่ยนที่ต้องเรียนรู้ — ไม่ใช่แค่ขาดทุน แต่คือบทเรียนด้านความยืดหยุ่นของพอร์ต"

ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อผลประกอบการอย่างชัดเจน ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน โดยเฉพาะการอ่อนค่าของยูโร-ดอลลาร์ ทำให้บริษัทเผชิญขาดทุนจากโครงการยุลหลิน (Yulin Project) ถึง 187 ล้านบาท และการอ่อนค่าของดอลลาร์-บาทส่งผลให้ต้องแปลงสินทรัพย์ต่างประเทศเป็นเงินบาทในมูลค่าที่ลดลง ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำไรจากโครงการ IPP/SPP ลดลงอย่างต่อเนื่อง

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • บริษัทจะขายหุ้น CDI เพื่อนำเงินมาปันผลพิเศษหรือลงทุนในธุรกิจอื่นไหม? — ยังไม่มีแผนขายหุ้นในขณะนี้ เนื่องจาก CDI ถือเป็นแพลตฟอร์มระยะยาวสำหรับขยายธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม โดยมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและธุรกิจใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
  • กำไรสุทธิจะกลับไปเท่าเดิมหนึ่งหมื่นล้านบาทหลังหมด Adder หรือไม่? — ไม่คาดว่าจะกลับไปถึงระดับเดิม เพราะ Adder เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพอร์ตที่มีรายได้คงที่ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในตลาด Power Pool ซึ่งขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและค่าเชื้อเพลิง
  • มีความคืบหน้าในการซื้อหุ้นคืนหรือยัง? — ขณะนี้ยังไม่มีประกาศซื้อหุ้นคืนในตลาด โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมเป็นระยะแล้วเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป

เป้าหมายและสิ่งที่ต้องจับตามอง

ในระยะสั้น (2025–2026) EGCO มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้ถึง 30% และลดการปล่อยคาร์บอนลง 10% ภายในปี พ.ศ. 2563 โดยเตรียมงบลงทุนรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในโซลาร์ฟาร์ม IE Big Lot Phase 2 และโครงการพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกา ส่วนระยะกลาง (2027–2030) มุ่งเปลี่ยนเป็นบริษัทพลังงานกลางคาร์บอน (Net Zero by 2030) โดยลงทุนในไฮโดรเจนและระบบกักเก็บคาร์บอน ส่วนระยะยาว (2050) ตั้งเป้าเปลี่ยนพอร์ตพลังงานเป็นพลังงานสะอาด 100%

สิ่งที่ต้องจับตาในอนาคต ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะดอลลาร์-บาท และยูโร-ดอลลาร์) ค่าเชื้อเพลิงในตลาดโลก นโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนโครงการ PPA และการแข่งขันราคาไฟฟ้าในตลาด Power Pool จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

โพสต์ล่าสุด