บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
TTB ปี 68 กำไรยังคงอยู่ที่ 20.6 พันล้าน แม้สินเชื่อลด 2.9% แต่รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 16% จากดิจิทัล-บริการ Wealth Management
P/E 10.05 YIELD 6.09 ราคา 2.26 (0.00%)
TTB ปี 68 กำไรยังคงอยู่ที่ 20.6 พันล้าน แม้สินเชื่อลด 2.9% แต่รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 16% จากดิจิทัล-บริการ Wealth Management
ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ปิดบัญชีไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 ด้วยผลงานที่มั่นคง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่กำไรสุทธิยังคงอยู่ที่ระดับ 20.6 พันล้านบาท ลดลงเพียง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 20.9 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาฐานผลประกอบการได้อย่างเหนียวแน่นในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง
“จุดเปลี่ยนที่แท้จริงของ TTB ไม่ใช่การเติบโตของสินเชื่อ แต่คือการขับเคลื่อนดิจิทัลและการปรับโครงสร้างต้นทุนให้สอดคล้องกับยุคใหม่”
แม้สินเชื่อรวมจะหดตัวลง 2.9% เมื่อเทียบ YoY แต่แนวโน้มการเติบโตในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาเริ่มชะลอตัวอย่างช้าๆ โดย QOQ กลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยถึง 0.6% สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว และลูกค้าเริ่มกลับมาใช้บริการสินเชื่ออย่างระมัดระวัง พร้อมกับความเสี่ยงจาก NPL ratio ที่ยังคงควบคุมได้อย่างดีที่ระดับ 2.87% ต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภัยที่ 3% และมีสำรองความเสี่ยง (NPL coverage) สูงถึง 152% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าธนาคารมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งแม้ในภาวะที่สินเชื่อเติบโตต่ำ
“รายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการ Wealth Management, Credit Card และ Mutual Fund กลายเป็นเสาหลักใหม่ของ TTB แทนการพึ่งพาดอกเบี้ย”
หนึ่งในจุดเด่นที่น่าจับตาคือ การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม (Fee Income) ที่ขยายตัวถึง 16% เมื่อเทียบ YoY โดยเฉพาะจากโครงการ “คุณซู่เราช่วย” ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากตัดสินทรัพย์พิเศษออก การเติบโตออร์แกนิกอยู่ที่ระดับ 10% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งในภาวะที่รายได้ดอกเบี้ย (NII) ถูกกดดันจากนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. ทำให้ NIM ยังคงรักษาไว้ได้ใกล้เคียงระดับปี 2567 ที่ประมาณ 1.8% แม้จะมีแรงกดดันเล็กน้อย
“การลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEC) และการเปิดบริการผ่านช่องทางดิจิทัล คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ TTB รักษาระดับ ROE ไว้ได้แม้รายได้ดอกเบี้ยลดลง”
ในแง่โครงสร้างเงินทุน ธนาคารมีอัตราส่วนเงินทุนเพียงพอ (Capital Adequacy Ratio – BIS) อยู่ที่ 19% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งและเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยเป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มอัตราส่วนเงินทุนให้เกิน 20% ภายในปี 2568–2570 พร้อมกับเป้าหมาย ROE ที่ 12% ภายในปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- การลดเงินนำส่ง FIDF 0.14% คิดเป็นเงินเท่าไหร่? ประมาณ 23,000 ล้านบาท หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท ซึ่งจะถูกใช้สนับสนุนโครงการ SME และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้
- ค่าเงินบาทปี 69 คาดว่าจะอยู่ในกรอบใด? คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 31–33 บาทต่อดอลลาร์
- การปรับ Notch โดยหน่วยงานจัดอันดับเครดิตส่งผลต่อต้นทุนเงินทุนหรือไม่? Outlook ไม่กระทบโดยตรง แต่หากมีการปรับ Notch ลง จะทำให้ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น
- TTB จะปิด gap กับธนาคารขนาดเล็กอย่าง KKP ได้อย่างไร? ผ่านการลด Cost-to-Income โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างต้นทุน (OPEX) และการสร้าง ecosystem play เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่
- สินเชื่อรายย่อยคิดเป็น 62% ของพอร์ตเฟอร์ริโอ แต่ไม่แข่งขันกับ Virtual Bank อย่างไร? เพราะส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อรถยนต์และบ้าน ซึ่ง Virtual Bank มักเน้นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Unsecured Lending)
- ความคาดหวังของหน่วยงานจัดอันดับเครดิตมีผลต่อต้นทุนเงินทุนหรือไม่? ไม่เปลี่ยนแปลงโดยตรง แต่หากเกิดการปรับ Notch จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจกดดันต้นทุนการเงิน
ในภาพรวม TTB ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างอย่างมีกลยุทธ์ ทั้งในด้านต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการขยายรายได้จากช่องทางไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะจากสินค้าดิจิทัลและบริการ Wealth Management ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจนในการเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมดิจิทัลให้เกิน 70% และรักษาระดับ NPL ratio ไว้ต่ำกว่า 3% ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า TTB กำลังก้าวข้ามยุคของดอกเบี้ยต่ำไปสู่ยุคของความยั่งยืนทางรายได้