บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
BJCHI: ขาดทุน 152.1 ล้าน แต่มี Backlog 3.86 พันล้าน จ่อฟื้นตัวจากพลังงานโลก
P/E -100.00 YIELD 3.11 ราคา 0.55 (0.00%)
BJCHI: ขาดทุน 152.1 ล้าน แต่มี Backlog 3.86 พันล้าน จ่อฟื้นตัวจากพลังงานโลก
บริษัท บีเจซีเฮฟวี่อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI รายงานผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ยังขาดทุนสุทธิ 152.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ -19.8% แม้จะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 718.5 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 12.1% จากการดำเนินงานหลักในโครงการพลังงานระดับโลก
โครงสร้างพื้นฐานแข็งแกร่ง แม้ขาดทุนจาก FX
แม้บริษัทจะขาดทุนเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาคือ Backlog 38,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าโครงการที่ยังไม่รับรู้รายได้ และสะท้อนถึง pipeline งานในระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากลูกค้าระดับโลกอย่าง Santos และ Syntec ในออสเตรเลียและอเมริกาเหนือ
อีกหนึ่งจุดแข็งคือ สภาพคล่องเงินสดในมือ 395 ล้านบาท และอัตราหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity Ratio) อยู่ที่ 0.9x ถือว่าควบคุมความเสี่ยงได้ดีในช่วงฟื้นตัว
ขาดทุนจาก FX ไม่ใช่ปัญหา Core Business
ผู้บริหารชี้แจงอย่างชัดเจนว่า สาเหตุหลักของผลขาดทุนคือ ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) ซึ่งเกิดจากลูกหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการในออสเตรเลียและอเมริกา ซึ่งไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพของธุรกิจหลักที่ยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้น 12.1% และ Backlog สูง
เป้าหมายระยะยาว: ฟื้นตัวภายในปี 2570
- ระยะสั้น (12–18 เดือน): รับรู้รายได้จาก Backlog 3.86 พันล้าน และลดผลกระทบ FX ผ่านการบริหารสกุลเงินและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedging)
- ระยะยาว (3–5 ปี): เพิ่มสัดส่วนรายได้จากโครงการต่อเนื่อง (recurring) ให้เกิน 70% และปรับปรุง EBITDA Margin ให้กลับมาเป็นบวกภายในปี 2570
ปัจจัยที่ต้องติดตาม
- ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน หากดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง อาจกระทบกำไรโครงการต่างประเทศอย่างรุนแรง
- การได้รับโครงการใหม่ แม้ Backlog สูง แต่หากไม่มีงานประมูลเพิ่ม รายได้อาจชะลอตัวในปีถัดไป
- ประสิทธิภาพระบบ ERP และ AI หากการบูรณาการล่าช้า อาจส่งผลต่อต้นทุนและเวลาส่งมอบงาน
สรุปใจความสำคัญ
BJCHI ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ FX แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ด้วย Backlog 38,600 ล้านบาท และมีโอกาสเติบโตสูงจากความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นในยุค AI-Driven Energy Demand ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ย 15% ต่อปี จนถึงปี 2030 การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างผ่านระบบ ERP และ AI จึงถือเป็น "Inflection Point" สำคัญของบริษัทในระยะยาว