https://aio.panphol.com/assets/images/community/16614_A782F2.png

โฮมโปรฯ ปี 68 เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่กลยุทธ์ “ไฮบริดสโตร์” และ “บริการช่าง” ช่วยรักษาฐานะกำไรไว้ได้แม้รายได้ลด 2.9%

P/E 13.72 YIELD 6.29 ราคา 6.05 (0.00%)

โฮมโปรฯ ปี 68 เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่กลยุทธ์ “ไฮบริดสโตร์” และ “บริการช่าง” ช่วยรักษาฐานะกำไรไว้ได้แม้รายได้ลด 2.9%

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่อ่อนแอ สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยในช่วงฤดูร้อน และเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้สาขาเมก้าโฮมต้องปิดชั่วคราว ส่งผลให้ยอดขายรวมของบริษัทปรับตัวลดลงถึง 2.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales) ยังร่วงลงอย่างชัดเจนถึง 6% สะท้อนถึงภาวะกำลังซื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มคนกลางที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับลดโควตา Easy E-Receive จาก 50,000 บาท เหลือเพียง 30,000 บาท

“แม้รายได้รวมจะลดลง แต่ธุรกิจบริการช่างที่เติบโต 9% และสัดส่วนพริเวทแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นถึง 21.4–21.8% คือเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยรักษากำไรขั้นต้นไว้ได้”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมไม่ได้สิ้นหวังเพียงเท่านั้น เพราะบริษัทได้ปรับกลยุทธ์อย่างชัดเจน โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบสาขาจาก “Standalone” มาเป็น “Hybrid Store” ซึ่งช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างจากเดิมประมาณ 400–500 ล้านบาทต่อสาขา เหลือเพียง 200–250 ล้านบาท และสามารถแชร์ทรัพยากรด้านพนักงาน ระบบหลังบ้าน และพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) เร็วขึ้นเหลือเพียง 6–7 ปี ต่ำกว่าแบบ Standalone ที่ใช้เวลาประมาณ 10 ปี

“การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่คือการสร้างระบบนิเวศความยั่งยืนที่เชื่อมโยงลูกค้า ช่าง และสินค้ารีไซเคิลเข้าไว้ด้วยกัน”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองผลประกอบการคือการเติบโตของธุรกิจบริการช่าง Home Service ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแคมเปญ “ซ่อมฟรีค่าแรง” ที่สร้าง Brand Awareness สูง และผลักดันยอดขายสินค้าในสาขาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจขายสินค้า แต่กลับสร้าง “Synergy” ที่ช่วยเพิ่มยอดขายรวมและรักษาฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อเพื่อ “ปรับปรุงบ้าน” เพิ่มขึ้นจาก 80% เป็น 90% หลังมาตรการปล่อยสินเชื่อบ้านเข้มงวดขึ้น

“พริเวทแบรนด์ไม่ใช่แค่ตัวเลือกราคาถูก แต่คือเครื่องมือสร้างกำไรขั้นต้นที่สูงกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 10–15%”

ในด้านการเงิน บริษัทรายงานว่า กำไรสุทธิลดลง 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี แม้จะเผชิญกับต้นทุนการบริการที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะในธุรกิจ Home Service ที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนลงทุนรวมประมาณ 6,000–7,000 ล้านบาทในปีนี้ โดยแบ่งเป็น 60–70% สำหรับการขยายสาขาใหม่ และ 30% สำหรับการปรับปรุงสาขาเดิม ส่วนแผนเปิดสาขาใหม่ทั้งหมด 10 แห่ง ประกอบด้วย Hybrid Store 9 แห่ง และ Standalone เพียง 1 แห่งเท่านั้น

“การจ่ายปันผล 81.7% ต่อเนื่องหลายปี แสดงถึงความมั่นคงของกระแสเงินสด และนโยบายที่ไม่ลดลงกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • สัดส่วนยอดขายลูกค้าปรับปรุงบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 90% จากเดิม 80% — สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคจากซื้อบ้านใหม่มาเป็นซ่อมแซมบ้านแทน
  • ต้นทุนก่อสร้าง Hybrid Store เหลือเพียง 200–250 ล้านบาท/สาขา — ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับ Standalone ที่ใช้ 400–500 ล้านบาท
  • อัตรากำไรขั้นต้นของพริเวทแบรนด์สูงกว่าแบรนด์ทั่วไป 10–15% — เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผลกำไรในภาวะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • ยอดขายออนไลน์อยู่ที่ 8% — กระจายผ่านเว็บไซต์, TikTok Shop, Lazada, LINE MAN และ Graf
  • เป้าหมายสัดส่วนพริเวทแบรนด์ในปี 2569–2570 คือ 22.0% (โฮมโปร) และ 22.5% (เมก้าโฮม) — เป้าหมายระยะยาวใน 2–3 ปีข้างหน้าจะถึงระดับ 25%
  • งบลงทุนรวม 6,000–7,000 ล้านบาท — สะท้อนความมั่นใจในการขยายโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
  • อัตราการจ่ายปันผล 81.7% — ยังคงนโยบายไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี

แม้ภาพรวมผลประกอบการในปี 2568 จะเต็มไปด้วยปัจจัยลบจากภายนอก แต่กลยุทธ์ภายในที่เน้น “Hybrid Store”, “บริการช่าง”, และ “พริเวทแบรนด์” ได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและพลังในการสร้างมูลค่าในระยะยาว ขณะเดียวกัน ก็ต้องจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจ มหภาค และภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อ Supply Chain และต้นทุนสินค้าในอนาคต

โพสต์ล่าสุด
บทความ
2 วันที่แล้ว 08:02 น.
BCH กำไร Q1/69 ลดลง! ASPS หั่นเป้าเหลือ 11 บาท