https://aio.panphol.com/assets/images/community/16182_E9FB4A.png

STX ปี 2568: กำไรยังอยู่ที่ 51.87 ล้านบาท แต่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนหน้า หนี้สินพุ่ง 229 ล้าน พร้อมเปิดเหมืองเขาย้อยภายในปีนี้

P/E 5.33 YIELD 9.44 ราคา 0.90 (0.00%)

STX ปี 2568: กำไรยังอยู่ที่ 51.87 ล้านบาท แต่โครงสร้างธุรกิจเปลี่ยนหน้า หนี้สินพุ่ง 229 ล้าน พร้อมเปิดเหมืองเขาย้อยภายในปีนี้

บริษัทสโตนวันจำกัด (มหาชน) หรือ STX โชว์ผลประกอบการปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยภาพรวมที่เต็มไปด้วยความพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน โดยแม้รายได้รวมจะลดลงเหลือเพียง 411.81 ล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ 456.59 ล้านบาท หรือคิดเป็นการหดตัว 9.8% แต่กำไรสุทธิกลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 51.67 ล้านบาท เป็น 51.87 ล้านบาท สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดก่อสร้างชะลอตัว

“เราไม่ได้เลือกที่จะเติบโตด้วยปริมาณ แต่เลือกเติบโตด้วยคุณภาพและโครงสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน”

จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้คือการโฟกัสธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยหินแกรนิตและหินปูนมีสัดส่วนรายได้เท่ากันที่ 44% ต่อรายได้รวม ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมอย่างโดโรไมต์และลามสโตน ลดลงเหลือเพียง 15% และ 41% ตามลำดับ ส่วนหินคลุกและผลิตภัณฑ์ซื้อมาขาย (Buy Products) ที่เคยสร้างรายได้ 37 ล้านบาทในปี 2567 ลดลงเหลือเพียง 28 ล้านบาท หรือคิดเป็นการหดตัว 24.3% ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ลดลงจาก 24.31% เหลือเพียง 19.85%

“การลดสัดส่วนธุรกิจเสริมไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นกลยุทธ์ที่ตั้งใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเงิน”

ด้านฐานะทางการเงิน บริษัทปรับโครงสร้างหนี้สินอย่างชัดเจน โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) พุ่งจาก 0.02 เป็น 0.18 หรือเพิ่มขึ้น 800% ซึ่งเกิดจากการลงทุนซื้อกิจการบริษัทบุญถวนไมนิ่งจำกัด ด้วยเงินสดจำนวน 212.8 ล้านบาท และเพิ่มหนี้สินรวมขึ้นอีก 229 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การลงทุนนี้ช่วยเพิ่มปริมาณสำรองหินปูนรวมถึง 24.21 ล้านตัน และยังมีศักยภาพผลิตได้อีก 25 ปี ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานระยะยาวอย่างมั่นคง

“เหมืองเขาย้อยไม่ใช่แค่โครงการใหม่ แต่คือหัวใจของ STX ในอีก 25 ปีข้างหน้า”

การพัฒนาเหมืองเขาย้อยเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของปีนี้ โดยบริษัทลงนามสัญญาเทอญทีกับผู้รับเหมาชั้นนำ และคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินงานได้ภายในปีงบประมาณ 2568 พร้อมติดตั้งเครื่องจักรครบถ้วน ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเสริมสร้างกระแสเงินสดจากผลการเก็บหนี้เข้ามาได้จำนวน 51.2 ล้านบาท และรับเงินชำระหนี้ลูกหนี้เก่าเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสภาพคล่อง

“การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราเลือกเดินทางที่ถูกต้องแม้จะช้ากว่า”

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • ทำไมกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง? เนื่องจากบริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยลดสัดส่วนผลิตภัณฑ์เสริมที่มีต้นทุนสูงและอัตรากำไรต่ำ ขณะเดียวกันเพิ่มรายได้จากธุรกิจหลักที่มีมูลค่าเพิ่ม และรับเงินชำระหนี้ลูกหนี้เก่าจำนวน 2,000 ล้านบาท
  • หนี้สินพุ่งจาก 0.02 เป็น 0.18 หมายความว่าอย่างไร? อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้นจากต่ำมากไปสู่ระดับปานกลาง สะท้อนการลงทุนในกิจการใหม่ แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินในระยะสั้น
  • ทำไมไม่เปิดเผย Backlog? บริษัทระบุว่าไม่มีข้อมูล Backlog ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอาจเกิดจากโครงสร้างการขายที่เปลี่ยนไปหรือการจัดการโครงการแบบเฉพาะเจาะจง
  • มีแผนจำหน่ายสินทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลักไหม? ใช่ มีแผนจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เพื่อนำเงินไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น สารปรับปรุงดินและปูนซีเมนต์
  • ROE ไม่มีข้อมูล แสดงว่าบริษัทอ่อนแอไหม? ไม่จำเป็น บริษัทเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินผ่าน D/E Ratio ที่ต่ำ และการเติบโตของกระแสเงินสด แม้ ROE จะไม่ระบุ แต่โครงสร้างหนี้ที่ควบคุมได้ช่วยลดความเสี่ยง

ภาพรวมของ STX ในปี 2568 จึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขที่โตเร็ว แต่เป็นเรื่องของ “การเปลี่ยนแปลงอย่างมีทิศทาง” โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาธุรกิจ Green Mining และกระจายรายได้ผ่านผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม พร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาคและคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โพสต์ล่าสุด
บทความ
2 วันที่แล้ว 08:02 น.
BCH กำไร Q1/69 ลดลง! ASPS หั่นเป้าเหลือ 11 บาท