บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
AGE พลิกฟื้นจากขาดทุนสู่กำไร 302.1 ล้านบาท ปี 2568 ด้วยธุรกิจใหม่ Low Emission Mobility สร้างรายได้ 3,300 ล้านบาทในปีแรก
P/E 4.87 YIELD 0.00 ราคา 1.23 (0.00%)
AGE พลิกฟื้นจากขาดทุนสู่กำไร 302.1 ล้านบาท ปี 2568 ด้วยธุรกิจใหม่ Low Emission Mobility สร้างรายได้ 3,300 ล้านบาทในปีแรก
บริษัท เอเชียกรีนเอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE กลับมาทำกำไรสุทธิได้อีกครั้งในปีงบประมาณ 2568 หลังจากขาดทุนในปีก่อนหน้า โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 4.1% มาอยู่ที่ 15,317 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นขยายตัวถึง 42% พร้อมกับกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) แตะระดับ 1,827 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 11.9% และ ROE อยู่ที่ 6.58% ซึ่งเป็นสัญญาณบวกชัดเจนของการฟื้นตัวทางธุรกิจ หลังจากบริษัทปรับโครงสร้างรายได้จากธุรกิจเดิมสู่การลงทุนในกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ “Low Emission Mobility” ที่ครองสัดส่วนรายได้ถึง 21.6% และสร้างยอดขายรวมได้ 3,300 ล้านบาทในปีแรกของการดำเนินงานเต็มรูปแบบ
"การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้จากธุรกิจเดิมสู่ธุรกิจใหม่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ AGE กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง"
ในปีงบประมาณ 2568 ธุรกิจหลักอย่าง “ถ่านหินสะอาด” (Call Business) ยังคงครองสัดส่วนรายได้รวมที่ 61.3% และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูกำไรสุทธิจากปีก่อนหน้าที่ขาดทุน ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานยั่งยืน (Sustainable Energy) มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 13% จากปีก่อนหน้า โดยเติบโตจากธุรกิจ Transformer ที่ร่วมมือกับบริษัท QTC ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์กลับปรับตัวลดลง 19.7% จากความต้องการภายในประเทศที่ซบเซา อย่างไรก็ตาม การขยายเครือข่ายโชว์รูมของธุรกิจ Low Emission Mobility ถึง 11 แห่ง และการเพิ่มจำนวนรถแท็กซี่ไฟฟ้าจาก 50 เป็น 100 คันภายในปี 2569 ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการสร้างฐานลูกค้าระยะยาว
"เราไม่ได้หนีจากธุรกิจถ่านหิน แต่เราปรับตัวอย่างชาญฉลาด โดยบริหารสต๊อกให้หมุนเวียนเร็วที่สุด ลดความเสี่ยงจากราคาโลกที่ผันผวน"
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะการปรับตัวของราคาถ่านหินโลกที่ลดลง ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจถ่านหินในประเทศลดลง 22.2% แต่ AGE ยังสามารถรักษาตำแหน่งตลาดได้อย่างมั่นคงด้วยกลยุทธ์บริหารสต๊อกอย่างชาญฉลาด โดยมีสต๊อกเฉลี่ยอยู่ที่ 500,000–700,000 ตัน และเน้นการหมุนเวียนสินค้าให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็บสินค้าในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัญญาขายถ่านหินกับลูกค้าโรงงานอุตสาหกรรมอยู่แล้วประมาณ 500,000 ตัน และกำลังเจรจาสัญญาเชิงกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้า
"การลงทุนในเครื่องมือหนักไฟฟ้าและโซลาร์รูฟไม่ใช่แค่เรื่องสีเขียว แต่คือการลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 4 ล้านบาทต่อปี"
ในด้านเทคโนโลยี AGE เร่งนำเครื่องมือหนักไฟฟ้า (EV) มาใช้งาน โดยเช่าเพิ่มอีก 2 ชุดในปีนี้ และคาดว่าจะลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 4 ล้านบาทในปี 2568 ขณะเดียวกัน การติดตั้งโซลาร์รูฟบนโรงงานก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ค่าขนส่งทางเรือจากอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่บริษัทยังรับมือได้โดยไม่มีผลกระทบต่อการจัดส่งชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า
"เราไม่ได้สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจขนส่งถ่านหินกับรถ EV เพราะเป็นระบบต่างกัน แต่เราสร้างความมั่นคงในทุกสายธุรกิจ"
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- ทำไมไม่มีการปันผลในปี 2568? เนื่องจากบริษัทต้องการนำเงินสดมาใช้สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจใหม่ เช่น Low Emission Mobility และขยายเครือข่ายโชว์รูม
- หากกำไรเพิ่มในปี 2569 จะมีปันผลไหม? การพิจารณาจะอยู่ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและแผนการเติบโต โดยคาดว่าจะประกาศในไตรมาสแรกของปี 2569
- กลยุทธ์บริหารสต๊อกถ่านหินคืออะไร? เน้นหมุนเวียนสต๊อกให้เร็วที่สุด โดยมีสต๊อกเฉลี่ย 500,000–700,000 ตัน และลดความเสี่ยงจากการเก็บสินค้าระยะยาว
- มีแผนขยายธุรกิจ RDF (Refuse Derived Fuel) ไหม? เร่งเจรจาในปีนี้ โดยคาดว่าจะลงทุน 15–30 ล้านบาท หากโครงการผ่านการอนุมัติ
- มี Synergy ระหว่างธุรกิจขนส่งถ่านหินกับรถ EV หรือไม่? ไม่มี เพราะเป็นระบบต่างกัน และบริหารแยกกันอย่างชัดเจน
เป้าหมายสำคัญในปี 2569
- เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ให้ถึง 42%
- ขยายจำนวนรถแท็กซี่ไฟฟ้าจาก 50 เป็น 100 คัน
- เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานยั่งยืนให้สูงขึ้นในระยะยาว
สิ่งที่ต้องจับตามอง
- การปรับตัวของราคาราคาถ่านหินโลกและราคาเชื้อเพลิงโลก
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด
- การแข่งขันจากบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก เช่น BYD, Tesla และเชอร์รี่ ที่มีสัดส่วนตลาดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว