บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SGP ฟอร์มดี แต่เจอแรงกดดันราคาก๊าซ ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในปี 2568
P/E 1836.29 YIELD 2.35 ราคา 8.50 (0.00%)
SGP ฟอร์มดี แต่เจอแรงกดดันราคาก๊าซ ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในปี 2568
บริษัทสยามแก๊สแอนด์ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP ปัจจุบันยังคงยึดตำแหน่งอันดับสองในตลาดแอลพีจีภายในประเทศไว้ได้อย่างเหนียวแน่น พร้อมเดินหน้าขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งจีน,มาเลเซีย,เวียดนาม และลาว โดยมีเครือข่ายคลังและขนส่งที่ครอบคลุมทั่วประเทศสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารยอมรับว่า แรงกดดันจากภาวะราคาก๊าซโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ข้อมูลผลประกอบการในปีงบประมาณ 2568 หรือปี ค.ศ. 2025 แสดงให้เห็นว่า SGP มีรายได้รวม 68,120 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 หรือปี ค.ศ. 2024 ที่มีรายได้ 74,335 ล้านบาท โดยกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT/Core Profit) ลดลงเหลือ 24,144 ล้านบาท จาก 31,400 ล้านบาทของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกเป็นผลขาดทุนถึง -850 ล้านบาท จากกำไรสุทธิปีที่แล้ว 1,978 ล้านบาท แม้จะมีปัญหาจากราคาก๊าซโลกที่ผันผวน แต่ SGP สามารถบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากราคาพลังงานที่ผันผวน แต่เรายังคงมุ่งมั่นในการปรับปรุงประสิทธิภาพและกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว”
ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 SGP สามารถกระตุ้นยอดขายผ่านธุรกิจเทรดดิ้งที่เติบโตขึ้น 12.5% โดยเฉพาะในตลาดจีนและมาเลเซีย ซึ่งเติบโตเกินเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ธุรกิจแอลพีจีรีเทลยังขยายตัวถึง 17.8% ทำให้เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างรายได้ แม้ว่ายอดขายแอลพีจีรวมลดลงเล็กน้อยจาก 744,000 ตันในปีที่แล้ว เหลือเพียง 718,500 ตันในปีปัจจุบัน
ในส่วนของอัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับตัวลงจาก 37.6% เหลือ 32.2% สะท้อนถึงแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดแอลพีจี โดยครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 22.5% ในส่วนของแก๊สหุงต้อม, 23.29% ในแก๊สรถยนต์, และ 10.6% ในแก๊สอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
การวิเคราะห์ในธุรกิจอื่นๆ พบว่าธุรกิจเทรดดิ้งลดลง 14% ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้ารายได้ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากปัญหาการซ่อมบำรุงตามแผน แต่ธุรกิจค้าลิกวิดแทงค์ฟาร์มและปั๊มน้ำมันยังคงเติบโตได้เล็กน้อยที่ 8,000 บาร์เรล แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจต่างๆ
“เรายังคงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจเทรดดิ้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นให้กับบริษัทในระยะยาว”
ผู้บริหาร SGP ให้ข้อมูลว่า แม้สงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน แต่บริษัทได้จัดหาแอลพีจีจากหลายแหล่ง เช่น อเมริกา เอเชียใต้ ทำให้ผลกระทบไม่รุนแรงเท่าที่ควร ในด้านนโยบายภาครัฐ รัฐบาลยังคงสนับสนุนราคาแอลพีจีภายในประเทศ ทำให้ภาระของผู้บริโภคเบาบางลง
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
Q: มีปัญหาจากสงครามตะวันออกกลางหรือไม่?
A: ในประเทศไม่มีปัญหา เพราะบริษัทจัดหาแอลพีจีจากหลายแหล่ง เช่น อเมริกา เอเชียใต้ ส่วนต่างประเทศไม่มีผลกระทบเนื่องจากราคาซัพพลายยังคงมีความมั่นคง
Q: ธุรกิจเทรดดิ้งเติบโตได้อย่างไร?
A: ยอดขายในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12.5% โดยเฉพาะจากตลาดเวสต์เอเชียและเซาท์อีสต์เอเชีย ส่วนใหญ่เติบโตจากธุรกิจในจีนและมาเลเซีย
Q: มีแผนขยายคลังหรือไม่?
A: มีแผนขยายคลังน้ำมันท่าเรือน้ำล้ำเกาะสีชัน และคลังใหม่ที่มาเลเซียเสร็จสิ้นในปี 2569
Q: ธุรกิจโรงไฟฟ้ามีปัญหาไหม?
A: มีการซ่อมบำรุงตามแผนปกติ โดยไม่มีขัดขวางการทำงาน ส่งผลให้ผลิตไฟลดลงเล็กน้อยแต่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
Q: อัตราผลตอบเงินลงทุน (ROE) เปลี่ยนแปลงอย่างไร?
A: ROE ลดลงเนื่องจากกำไรสุทธิติดลบ แต่โครงสร้างหนี้สินปรับตัวดีขึ้นช่วยเสริมฐานะทางการเงิน
Q: มีแผนจ่ายปันผลหรือไม่?
A: ปีนี้จ่ายปันผลครึ่งปีแรก 10 สตางค์ และคาดว่าจะจ่ายครึ่งปีหลังอีก 10 สตางค์ตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ
บทสรุป
SGP ยังคงเป็นผู้นำในตลาดแอลพีจีภายในประเทศ และยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดี แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารได้วางแผนเชิงรุกในการขยายตลาดต่างประเทศและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับเป้าหมายในระยะสั้น SGP ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้แอลพีจีในประเทศเพิ่มขึ้น 4% โดยเน้นไปที่ตลาดมาเลเซียและเวียดนาม ในระยะยาว SGP มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนธุรกิจต่างประเทศให้สูงกว่า 60% และเปิดตัวธุรกิจพลังงานสะอาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สิ่งที่ควรจับตามองในอนาคต ได้แก่ ความผันผวนของราคาก๊าซโลก ความต้องการแอลพีจีจากภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน แผนการลงทุนในคลังน้ำมันและโรงไฟฟ้าระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้สินเพื่อรักษาความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความแข็งแกร่งทางการเงินของ SGP ในระยะยาว