https://aio.panphol.com/assets/images/community/15605_CB114A.png

TEAMG พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่! รายได้แตะ 2,500 ล้านบาท กำไรสุทธิ 130 ล้าน พร้อม Backlog กว่า 5,400 ล้านในปี 2568

P/E 12.52 YIELD 5.30 ราคา 3.02 (0.00%)

TEAMG พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่! รายได้แตะ 2,500 ล้านบาท กำไรสุทธิ 130 ล้าน พร้อม Backlog กว่า 5,400 ล้านในปี 2568

บริษัท ทีมจี จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG ประสบความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดในปีงบประมาณ 2568 โดยสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการยืนยันรายได้รวมสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระดับ 2,500 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิแตะ 130 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) อยู่ที่ 200 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ยังไม่เปิดเผยตัวเลข แต่สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะงาน EPC และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจาก 26% เป็น 36% ของยอดรวม

"TEAMG ไม่ได้แค่เติบโต — เราย้ายฐานรากธุรกิจไปสู่โมเดลที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม"

กลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันความสำเร็จนี้คือการเพิ่มสัดส่วนงานภาครัฐจาก 63% ในปี 2567 เป็น 69% ในปี 2568 สะท้อนการปรับโครงสร้างธุรกิจให้เน้นความมั่นคงในภาวะเศรษฐกิจโลกไม่มั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดและวิกฤตสภาพภูมิอากาศถาโถมเข้ามา ขณะที่ภาคเอกชนชะลอการลงทุน ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง TEAMG ได้รับประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มนี้

"Backlog 5,400 ล้านบาท คือหนังสือชีวิตของเราวันนี้ — มันไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความมั่นคงในอนาคต"

ตัวเลข Backlog ที่เพิ่มขึ้นจาก 5,300 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เป็น 5,400 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของ pipeline งานในมือ โดยเฉพาะโครงการ EPC ที่เริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2568 จากโครงการสำคัญ เช่น ศูนย์สัตว์แห่งใหม่ คลองหก พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า และระบบบำบัดน้ำเสีย จังหวัดนนทบุรี (ฝั่งตะวันตก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตุนงานเพื่อความมั่นคงระยะยาว

"เราไม่ได้แข่งกับคู่แข่งด้วยราคา — เราแข่งด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างชาญฉลาด"

อัตราการได้งานใหม่ (Win Rate) ในกลุ่ม EPC และ Related Business อยู่ที่ ~40% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งในตลาดที่มีความท้าทายสูง โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งบางรายเริ่มขยายตัวเข้าสู่โมเดล EPC แต่ TEAMG ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้านความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและฐานลูกค้าภาครัฐที่มั่นคง พร้อมใช้ทรัพยากรบุคลากรร่วมกันระหว่างธุรกิจเดิมและใหม่ โดยไม่เพิ่มต้นทุน

"AI ไม่ได้มาแทนคน — มันมาช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น แต่เรายังยึดหลัก Human-in-the-loop อย่างเข้มงวด"

ในด้านนวัตกรรม TEAMG เริ่มใช้ AI และ Digital Twin ในการออกแบบและควบคุมงานอย่างจริงจัง โดยมีคณะกรรมการนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI Committee) กำกับดูแล แม้ยังไม่ส่งผลโดยตรงต่องบการเงินในไตรมาสใดเฉพาะเจาะจง แต่ถือเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต โดยเฉพาะในโครงการที่ต้องจัดการข้อมูลขนาดใหญ่หรือจำลองสถานการณ์ภัยธรรมชาติ เช่น การวัดพฤติกรรมแผ่นดินไหวและการออกแบบเขื่อน

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • อีพีซีเลฟเวอร์น (EPC Revenue Ratio) ในปี 2568 เป็นเท่าไหร่? — สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ EPC เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากโครงการใหญ่ที่เริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสแรก เช่น ศูนย์สัตว์แห่งใหม่ คลองหก พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า และระบบบำบัดน้ำเสีย จังหวัดนนทบุรี (ฝั่งตะวันตก)
  • อัตราการรับรู้รายได้จาก Backlog ในปี 2569 จะเป็นเท่าไหร่? — ประมาณ 40% ของ Backlog ที่ 5,400 ล้านบาท หรือราว 2,160 ล้านบาท จะรับรู้รายได้ในปี 2569 โดยแบ่งตามระยะเวลาโครงการ (1–6 ปี)
  • การนำ AI มาใช้มีผลต่อต้นทุนหรือประสิทธิภาพไหม? — ยังไม่ส่งผลโดยตรงในงบไตรมาสใดเฉพาะเจาะจง แต่ใช้เป็น “ผู้ช่วย” โดยมี “Human-in-the-loop” รับผิดชอบสุดท้ายทุกขั้นตอน
  • มีแผนพันธมิตรด้าน net zero หรือไม่? — มีแผนร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Rito เพื่อพัฒนาโซลูชันด้านคาร์บอนฟู้ดพรินต์และการจัดการพลังงานในแนวโน้ม net zero
  • สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนหรือไม่? — ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจภาครัฐมี “สัญญาปรับต้นทุนได้” (Price Adjustment Clause) ช่วยเคลมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้โดยตรง

เป้าหมายและสิ่งที่ต้องจับตามอง

ในระยะสั้น TEAMG มุ่งเน้นเพิ่ม Backlog เป็นอย่างน้อย 7,000 ล้านบาท โดยเฉพาะงานภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานและภัยธรรมชาติ และคาดว่ารายได้จาก EPC และ Related Business จะเติบโตอีกประมาณ 20% ในปี 2569 ส่วนระยะยาว (3–5 ปี) บริษัทตั้งเป้าพัฒนาเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมครบวงจรที่เชื่อม AI และ Digital Twin เข้ากับกระบวนการควบคุมงานอย่างแท้จริง และเปิดตัวโซลูชัน net zero ระดับชาติ

สิ่งที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ ความผันผวนของเงินเฟ้อและต้นทุนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการแข่งขันจากบริษัทเอกชนที่มีเทคโนโลยีหรือทุนมากกว่า

โพสต์ล่าสุด